ศิริราช ‘มอบความรักให้แก่มนุษยชาติ’ (Love for Humanity by Siriraj)
ในโครงการ “ก้าวแรกของพระบรมศาสดา” พันธกิจถ่ายทอดองค์ความรู้และดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าในประเทศเนปาล
โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลหลวงแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งอยู่เคียงคู่คนไทยมานานกว่า 135 ปี ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโดยไม่เลือกเชื้อชาติศาสนา ปัจจุบันมีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ทั้งหมด 17 ศูนย์ และหนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวศิริราช คือศูนย์ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ซึ่งมีเทคโนโลยีการผ่าตัดชั้นสูง ที่ช่วยดูแลคนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างเท่าเทียม รวมถึงคนไทยตามพื้นที่ห่างไกลในภูมิภาคต่างๆ ด้วย
นอกจากนี้ ยังเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศไทยที่ผลิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์ให้แก่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจากภูฏาน เนปาล เมียนมาร์ กัมพูชา อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นกลับไปพัฒนาการแพทย์ในประเทศของตนได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังขาดทั้งองค์ความรู้และประชาชนยังขาดโอกาสที่จะเข้าถึงการรักษา ทางศิริราชจึงริเริ่มโครงการ ‘มอบความรักให้แก่มนุษยชาติ’ (Love for Humanity by Siriraj) ในโครงการ “ก้าวแรกของพระบรมศาสดา” โดยมี ศ.นพ. กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานโครงการฯ ในพันธกิจถ่ายทอดองค์ความรู้และดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่า ที่โรงพยาบาลสิทธัตถะ เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล
ศ.นพ. กีรติ กล่าวถึงที่มาของแนวคิดในโครงการนี้ว่า “ศิริราชเรามีลูกศิษย์จากหลายๆ ชาติที่มาเรียนวิชาการแพทย์กับเรา แต่ที่ผ่านมาแม้จะรับรู้ถึงปัญหาของแต่ละประเทศมาบ้าง แต่ยังไม่มีโอกาสไปช่วยเหลือจริงจัง จนกระทั่งเราได้รับเชิญจากนายกสมาคมออโธปิดิคส์ที่เนปาลไปบรรยาย ไปสอน และมีโอกาสได้ไปที่เมืองลุมพินี ซึ่งเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ซึ่งเป็นเป็นจุดตั้งต้นเชื่อมโยงระหว่างวงการแพทย์และศาสนา คือการไม่เลือกชนชั้นวรรณะหรือศาสนา หากแต่พร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม เราจึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น เพราะอยากไปช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน ให้ประชาชนของเขาได้รับโอกาส รวมทั้งให้ความรู้แก่แพทย์เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ เพราะประเทศเนปาล มีองค์ความรู้ด้านการผ่าตัดกระดูกและข้อต่างจากบ้านเราไม่ต่ำกว่า 20 ปี โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ลำบากและยังขาดแคลนกว่าเรามาก”
เมื่อโครงการได้จุดประกายขึ้น และเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ประธานมูลนิธิ “ก้าวยั่งยืน” จึงแนะนำให้ไปกราบขอความช่วยเหลือจาก หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม (พระราชวชิรธรรมาจารย์) เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด และหลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก (พระราชภาวนาวชิรากร) เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย “ไปกราบเรียนว่าเราจะมีทีมแพทย์ไปช่วยในลักษณะนี้ ซึ่งท่านก็เห็นด้วย เพราะเป็นการตอบแทนกตัญญูสถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ ท่านจึงจัดทอดผ้าป่าให้ เพื่อเป็นกองทุนในการดำเนินโครงการ ไปผ่าตัด ไปสอน ไปแลกเปลี่ยนความรู้กับแพทย์ชาวเนปาล”
นอกจากนี้ หลวงพ่ออนิลมาน ธมฺมสากิโย (พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ซึ่งเป็นชาวเนปาลที่ลุมพินีโดยกำเนิด เชื้อสายกบิลพัศดุ์ “ท่านก็เข้ามาช่วยเหลือประสานโครงการให้เกิดความสำเร็จ เรื่องของการเตรียมความพร้อม มีการจัดทีมแพทย์ คัดกรองผู้ป่วย ทางทีมโรงพยาบาลเตรียมสถานที่ โฮสต์คือโรงพยาบาลเนปาลและแพทย์เนปาลก็ต้องมีการประสานกัน และเมื่อเดือนกรกฎาคมเราได้ไปคัดกรองผู้ป่วยกัน มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากเรา 703 คน แล้วคัดกรองผู้ป่วยที่จะเข้าโครงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม 35 คน”
ทีมแพทย์โรงพยาบาลศิริราช ประกอบด้วยศัลยแพทย์กระดูกและข้อ วิสัญญีแพทย์ พยาบาลปฏิบัติการ และนักกายภาพบำบัดรวมกว่า 30 คน จะเดินทางไปเมืองลุมพินี ระหว่างวันที่ 1-6 ตุลาคมนี้ โดย ศ.นพ.กีรติ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “วงการแพทย์ไทยมีศักยภาพในการรักษาโรคข้อเข่าข้อสะโพก รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย มีประสิทธิภาพ แต่การไปเนปาลในครั้งนี้มีอุปสรรคและข้อจำกัดที่ต้องฟันฝ่ามากมาย ทั้งเรื่องของภาษา เครื่องมือแพทย์ และการขนส่ง รวมถึงบุคลากรของเราที่ไม่สามารถไปกันได้ครบทีม และยังต้องเตรียมการถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการอีกต่อหนึ่งด้วย แต่หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ เมื่อผู้ป่วยเข้าโครงการแล้วต้องกลับมามีชีวิตได้ตามปกติ และปลอดภัยจากการผ่าตัด ทำให้เราต้องเตรียมความพร้อมอย่างหนักก่อนเดินทาง”
“เราจะใช้เวลาในการผ่าตัดสองวัน ตรวจดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดอีกสองวัน ในระหว่างนั้นก็จะมีการเรียนการสอนด้วย แพทย์ที่มาเรียนกับเรา เข้าเคสกับเราก็จะเรียนกันแบบ on the job เลย คือเรียนกันหน้างาน ทั้งงานวิสัญญี ผ่าตัด พยาบาล กายภาพ การเรียนรู้การถ่ายทอดอาจไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่อย่างน้อยมันก็จะกระตุ้น จุดประกายให้เขาเห็นว่ามีอย่างนี้เกิดขึ้นในโลกแล้ว และเขามีส่วนร่วมในการทำให้เป็นไปได้และเป็นจริง แล้วเขาก็จะไปต่อยอดที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม ส่วนการดูแลหลังผ่าตัดถือว่าสำคัญมาก เพราะอาจมีภาวะแทรกซ้อนไม่พึงประสงค์ถึงขั้นทำให้คนไข้เสียชีวิตได้ จากลิ่มเลือดอุดตันในปอด หรือหัวใจขาดเลือดก็มี ดังนั้น 1-2 วันหลังผ่าตัด จะมีทีมแพทย์คอยเฝ้าดูแล มีโรงพยาบาลที่ใหญ่หน่อยและไม่ไกลจากลุมพินีคอยแบ็กอัพ สามารถครอบคลุมความช่วยเหลือได้หากจำเป็นต้องใช้ ในระยะฟื้นตัวหลังจากที่ทีมแพทย์เดินทางกลับเมืองไทยแล้ว จะมีแพทย์อีก 1-2 ท่านคอยดูแลประสานงานต่างๆ จนกว่าคนไข้จะเดินได้ กลับบ้านได้” ศ.นพ. กีรติ กล่าวเสริม
สำหรับคำถามที่ว่า “ทำไมจึงต้องไปช่วยเหลือคนเนปาล” ศ.นพ. กีรติ อธิบายว่า “อาจจะมีคำถามว่า สังคมไทยก็ขาดแคลน แล้วทำไมเราต้องไปช่วยเหลือคนเนปาล โครงการก้าวแรกของพระบรมศาสดาที่เนปาลเป็นโครงการแรก ซึ่งก็ต้องก้าวข้ามกรอบความคิดของเราว่า เราจะช่วยเหลือคนชาติอื่นไหม อันนี้คือความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะทีมแพทย์ก็ยังต้องถามตัวเองว่า เงินตรงนี้เราจะเอามาช่วยคนไทยดีไหม เงินตรงนี้สามารถช่วยคนไทยได้ตั้งเยอะ จะคุ้มกว่าหรือเปล่า แต่ท้ายที่สุดเราก็ตอบตัวเองได้ว่า ไม่ว่าเงินมากหรือน้อยหนึ่งชีวิตที่เขาได้รับไป สำหรับคนที่ขาดแคลน มันมีคุณค่ามหาศาล มากกว่าจำนวนเงินที่เรามอบให้ และอีกอย่างหนึ่ง ในส่วนของคนไทยนั้นเราก็ทำอยู่แล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเราทำโครงการมาประมาณ 20 ครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เราต้องการจะตอบแทนพระพุทธองค์ที่ได้สร้างศาสนาพุทธขึ้นที่นั่น และได้มอบความรักที่ยิ่งใหญ่ต่อมนุษยชาติโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา หรือชนชั้นวรรณะเลย”
ทั้งนี้ ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ยังได้กล่าวถึงโรคกระดูกและข้อในสังคมไทยว่า เรื่องกระดูกและข้อจะยังคงเป็นปัญหาในระบบสาธารณสุขของไทย เพราะเราได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยในประชากร 5 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน นอกจากนี้ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของคนรุ่นใหม่ก็ทำให้คนที่เป็นโรคนี้มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะวัยทำงานที่มักเกิดโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งสมัยก่อนแทบไม่มี
“ในภาพรวมทั้งประเทศ เราผ่าตัดข้อเข่าได้ประมาณ 1 หมื่นกว่าข้อ และดีขึ้นเรื่อยๆ เราสร้างหมอได้ดีขึ้น เยอะขึ้น แต่ไม่ทันกับสังคมผู้สูงอายุ ภาวะเหล่านี้ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในผู้ป่วยข้อเข่าข้อสะโพก มีประมาณ 30% ที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 6 - 7 หมื่นบาท อีก 70% จะเป็นการตรวจรักษา โดยเฉลี่ยในการรอคิวเข้ารักษาด้วยการผ่าตัดข้อเข่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เราจึงมีการออกหน่วย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายขอบของประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ อยากให้คนไทยหันมาป้องกันโรคกระดูกและข้อในเชิงรุกมากกว่าจะเน้นที่การเน้นการรักษา ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ทันท่วงที”
สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์จะร่วมเป็นผู้มอบความรักให้กับเพื่อนมนุษย์โดยไม่แบ่งเชื้อชาติและชนชั้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “วัดป่าบ้านตาดเพื่อผู้ยากไร้และกระดูก” ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 510-458808-1 และที่ “ศิริราชมูลนิธิ” ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 016-300049-4 หรือสแกน QR Code ได้ตามด้านล่าง





