"บลจ.กรุงศรี" ชี้จังหวะลงทุนหุ้นจีน โอกาสโตรับเศรษฐกิจฟื้นตัว

"บลจ.กรุงศรี" ชี้จังหวะลงทุนหุ้นจีน โอกาสโตรับเศรษฐกิจฟื้นตัว

"สุภาพร ลีนะบรรจง" กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด ได้วิเคราะห์ทิศทางและภาพรวมเศรษฐกิจจีน โดยชี้จังหวะลงทุนหุ้นจีน และโอกาสเติบโตรับเศรษฐกิจฟื้นตัว

นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) เปิดเผยว่า "เศรษฐกิจจีน เริ่มฟื้นตัวสู่ระดับปกติและเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจโลก สะท้อนถึงความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและมีแนวโน้มเติบโตสวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวในปีหน้า การลงทุนใน ตลาดหุ้นจีน ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากศักยภาพการเติบโตของจีนนั้นยังถือว่ามีอีกมากและได้แรงหนุนของปัจจัยต่างๆ เช่น ประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก มีการคาดการณ์กันว่าในปี 2023 GDP ของจีนจะมีการเติบโตอยู่ที่ 4.5% และมีปัจจัยบวกจากการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่ง คาดการณ์ว่าตัวเลขการบริโภคในประเทศปี 2023 จะสูงถึง 6.1% (ที่มา : Goldman Sachs Global Investment Research, Nov 17, 2022) อีกทั้ง มีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวจากการเป็นสังคมเมือง ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม และการเป็นสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการที่รัฐบาลจีนมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การที่ สี จิ้นผิง ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สมัยที่ 3 ส่งผลให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ของจีนมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การลดอัตราการกันสำรองขั้นต่ำของภาคธนาคารที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค. ทำให้มีสภาพคล่องระยะยาวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 5 แสนล้านหยวน (7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมาตรช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์โดยการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อยอดขายบ้านที่ชะลอตัว เป็นต้น

แม้ว่าทางการจีนจะยังคงมาตรการ Zero Covid แต่ก็เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และเตรียมความพร้อมไปสู่การเปิดเมืองในที่สุด เห็นได้จากมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน การลดจำนวนวันกักตัวของนักท่องเที่ยว การยกเลิกบทลงโทษสายการบินที่นำผู้ติดเชื้อเข้าประเทศ การอนุญาตให้มีการใช้วัคซีนไบโอเอ็นเทคสำหรับคนต่างชาติในประเทศจีน รวมถึงการจัดงานปักกิ่งมาราธอนหลังจากที่ไม่ได้จัดมา 2 ปี ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ว่า การเปิดเมืองอาจจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้าหลังการประชุมสภาในเดือนมีนาคม 2023

การเปิดเมืองอย่างเต็มรูปแบบจะได้รับแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากการบริโภคภายในประเทศ นำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจและส่งผลดีต่อตลาดหุ้นจีน แม้ว่าการชะลอตัวลงของเศรษฐโลกในปีหน้าอาจส่งผลกระทบต่อจีนในเรื่องของการส่งออกอยู่บ้างแต่ไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจจีนจะถูกขับเคลื่อนโดยการบริโภคในประเทศเป็นหลัก

ด้านตลาดหุ้นจีนยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีในระยะยาว และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางนโยบายที่ยังคงผ่อนคลาย ขณะที่ราคาหุ้นจีนปรับตัวลดลงอย่างมากเกินกว่าปัจจัยกดดันที่เกิดขึ้น โดยตลาดหุ้นจีนมีค่า P/E ratio อยู่ที่ระดับ 9 - 10 ต้นๆ ในขณะที่ประเทศอื่นในเอเชียมีค่า P/E ratio ที่สูงกว่ามาก เช่น อินเดียมี P/E ratio อยู่ที่ 20.8 นอกจากนี้ Drawdown ของดัชนี MSCI China A Shares มีการปรับลดลงจากระดับสูงสุดถึง 29 % และ Drawdown ของดัชนี MSCI China Consumer Discretionary หรือหุ้นเทคจีนปรับลดลงจากระดับสูงสุดถึง 65 % สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการ upside ที่สูงมากเช่นกัน

ธีมการลงทุนใน หุ้นจีน ที่เป็นเมกะเทรนด์ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมการลงทุนในกลุ่มเฮลธ์แคร์ โดยค่าใช้จ่ายเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์จีนมีแนวโน้มก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเทรนด์การลงทุนของโลกเหมือนกับหุ้นเทคจีนก่อนหน้านี้จากการที่บริษัทยาต่างๆ มีการลงทุนเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเทรนด์การบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยและการใช้สินค้าระดับพรีเมียมซึ่งเติบโตอย่างมากในจีน โดยหลังจากการเปิดเมืองอย่างเต็มรูปแบบจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น และเทรนด์การใช้ พลังงานสะอาด โดยจีนเป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน รวมถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนก็ยังคงมีความน่าสนใจ เนื่องจากราคาปรับตัวลงมาค่อนข้างเยอะและภาพรวมยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในระยะยาว แม้ระยะสั้นตลาดจะมีความผันผวนอยู่บ้าง

สำหรับกองทุนแนะนำของ บลจ.กรุงศรี ที่เน้นลงทุนในจีนที่สอดคล้องและครอบคลุมทุกโอกาสและเทรนด์ลงทุนในจีน ได้แก่ KFACHINA-A / KFACHINSSF / KFACHINRMF เน้นการลงทุนเชิงรุกในหุ้นจีน A Shares ส่วน KF-HCHINAD / KFCHINARMF เน้นลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมครอบคลุมทั้ง จีน ไต้หวัน ฮ่องกง และ KFCMEGA-A / KFCMEGASSF / KFCMEGARMF ลงทุนในหุ้นธุรกิจเมกะเทรนด์ของจีน

ทั้งนี้ การลงทุนให้สอดคล้องกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและธีมการลงทุนที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคตจะช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

SSF / RMF ทุกกองทุนลงทุนขั้นต่ำเพียง 500 บาท กลุ่มที่ลงทุนในหุ้นสามารถซื้อผ่านบัตรเครดิตในเครือกรุงศรีที่ร่วมรายการได้ นอกจากนี้ ยังสามารถแลกคะแนนสะสมในบัตรเครดิตกรุงศรีซื้อได้ทุกกองทุน โดย 1,000 พอยต์แลกเป็นเงินลงทุนได้ 100 บาท ทำรายการได้ง่ายๆ ผ่านระบบ  @ccess Mobile Application และ @ccess Online Service" นางสุภาพร กล่าว

ที่มา : บลจ.กรุงศรี ณ 8 ธ.ค. 65

สอบถามเพิ่มเติมพร้อมขอข้อมูลหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.กรุงศรี โทร. 02-657-5757 หรือ www.krungsriasset.com หรือติดต่อ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทุกสาขา

โปรโมชันกองทุน SSF / RMF กรุงศรี คลิกที่นี่

"การซื้อหน่วยลงทุนไม่เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายกับบัตรเครดิต"

SSF เป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมการออม RMF ลงทุนเพื่อเกษียณอายุ ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน 

KFACHINA-A / KFACHINSSF / KFACHINRMF  

ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ UBS ( Lux ) Investment SICAV China A Opportunity (USD) (Class P acc) (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ระดับความเสี่ยง 6 - เสี่ยงสูง ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

KFHCHINAD / KFCHINARMF

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ กองทุน FSSA Greater China Growth Fund (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ระดับความเสี่ยง 6 - เสี่ยงสูง ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน  

KFCMEGA-A  

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุน และ/หรือ ETF ต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนในจีน และ/หรือมีธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเมกะเทรนด์ โดยจะลงทุนอย่างน้อยใน 2 กองทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV กองทุนซึ่งผู้จัดการกองทุนอาจปรับเปลี่ยนตามสภาวะการลงทุน/การคาดการณ์ในแต่ละขณะ

ระดับความเสี่ยง 6 - เสี่ยงสูง ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

KFCMEGASSF / KFCMEGARMF

ลงทุนในกองทุนเปิดกรุงศรีไชน่าเมกะเทรนด์ (KFCMEGA) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ NAV ซึ่งได้ลงทุนในกองทุนรวม /ETF ต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในประเทศจีน หรือมีธุรกิจหลักในประเทศจีนซึ่งได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเมกะเทรนด์

ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 : เสี่ยงสูง - กองทุนป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้