PTG ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กร มุ่งสู่การเป็น Solution ของการดำเนินชีวิตที่มากกว่าสถานีบริการน้ำมัน สร้างระบบนิเวศผ่านฐานสมาชิก Max Card กว่า 25 ล้านราย ควบคู่การเร่งสปีดกาแฟพันธุ์ไทยสู่ 2,800 สาขาสิ้นปี ลุยตลาด EV เต็มสูบด้วยโมเดล GIGA EV ขยายเดือนละ 1 แห่ง ตั้งคณะกรรมการ AI ยกระดับองค์กรสู่ Data-Driven
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยต่อ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงทิศทางและยุทธศาสตร์การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในพิธีรับมอบรางวัล “BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026” ซึ่ง PTG ได้รับรางวัลในกลุ่มยานยนต์-พลังงานและน้ำมัน แพลตฟอร์มระบบสมาชิกและสะสมคะแนนบัตรสมาชิก PT MaxCard Plus - แอปพลิเคชัน Max Me
นอกจากนี้ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ PTG ยังได้รับรางวัลชนะเลิศในกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค ประเภทธุรกิจร้านกาแฟ โดยแบรนด์ กาแฟพันธุ์ไทย ได้รับการโหวตจากผู้บริโภคว่าเป็นแบรนด์ที่ได้รับความชื่นชอบ และเลือกใช้บริการมากที่สุด
นายพิทักษ์ เล่าว่า การได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งยืนยันและตอกย้ำภาพลักษณ์ของ PTG ในการบริหารจัดการพลังงาน และการเป็น “Solution ของการดำเนินชีวิต” ที่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ ตลอดจนนวัตกรรม เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตใหม่ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน
“รางวัลนี้เป็นตัวยืนยันว่าผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นและไว้ใจต่อแบรนด์ PTG ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งคอยย้ำเตือนให้พวกเราต้องใส่ใจ รู้จัก รู้ใจ และใกล้ชิดลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมถึงต้องปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ ปี”
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความสำเร็จของ PTG คือการสร้างฐานสมาชิกที่แข็งแกร่งผ่านระบบ Max Card ประกอบด้วย
- สมาชิกบัตรเขียว (Green Card) ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกทั่วไปฟรีมากกว่า 25 ล้านราย
- สมาชิกบัตรแดง (Max Plus) ซึ่งเป็นรูปแบบ Subscription (ค่าบริการ 599 บาทต่อปี ได้รับสิทธิประโยชน์มูลค่าไม่น้อยกว่า 12,000 บาทต่อปี) ปัจจุบันมีจำนวนสะสมอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านราย เพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านรายในปีที่ผ่านมา โดยวางเป้าหมายสิ้นปีนี้จะดันยอดสมาชิกของบัตรแตะ 2 ล้านราย ให้ได้
- บัตร Max Plus EV มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น ส่วนลดการชาร์จไฟ EV Charger เดือนละ 100 บาท เป็นเวลา 12 เดือน เป็นต้น
นอกจากนี้ กลุ่ม PTG ยังต่อยอดฐานสมาชิกสู่ศูนย์กลางดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน “Max Me” ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้ลงทะเบียนใช้งานเกือบ 3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานประจำ (Active Users) ต่อเดือนราว 800,000 คน โดยในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวที่มีการเดินทางสูง ปริมาณผู้ใช้งานสะสมอาจพุ่งสูงถึง 1,000,000 คน ซึ่งระบบสามารถรองรับธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยทีมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
“แอปพลิเคชัน Max Me ทำหน้าที่เชื่อมโยงทุกธุรกิจในเครือ ทั้งสถานีบริการน้ำมัน PT, กาแฟพันธุ์ไทย, ร้านสะดวกซื้อ Max Mart, ศูนย์บริการรถยนต์ Autobacs รวมถึงพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรม ทั้งประกันภัย ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ตลอดจนความร่วมมือล่าสุดกับการไฟฟ้านครหลวง (MEA)ในการนำคะแนนสะสม Max Point มาชำระค่าไฟฟ้าได้”
สำหรับแผนการขยายเครือข่ายสถานีบริการและธุรกิจ Non-Oil ในปีนี้ PTG วางโครงสร้างการเติบโตไว้อย่างชัดเจน อาทิ
- สถานีบริการน้ำมัน PT ปัจจุบันมีเครือข่ายทั่วประเทศประมาณ 2,300 สาขา โดยมีแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 40 สาขา ในปี 2569 นี้
- ร้านกาแฟพันธุ์ไทย (PunThai Coffee) ปัจจุบันมีสาขาเกือบ 2,630 สาขา ตั้งเป้าขยายเพิ่มขึ้นอีก 600 สาขา ในปีนี้ เพื่อดันยอดรวมจบปีไปอยู่ที่ประมาณ 2,800 สาขา
- ศูนย์บริการรถยนต์ Autobacs ปัจจุบันมีจำนวนสาขาอยู่ที่ประมาณ 330 สาขา
- ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ปัจจุบันมีจำนวนสาขาอยู่ที่ประมาณ 410 สาขา
ทั้งนี้ ในส่วนของเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้น PTG ได้เริ่มเปิดให้บริการโครงการต้นแบบ “PT GIGA EV” ณ สาขาลาดพร้าว-วังหิน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับและมีปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าเข้าใช้บริการชาร์จไฟสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้
“จากผลตอบรับดังกล่าว บริษัทฯ จึงเตรียมแผนงานสำหรับปีหน้า โดยตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จรูปแบบ GIGA EV เดือนละ 1 สาขา หรือคิดเป็น 12 สาขาต่อปี”
เมื่อวิเคราะห์ภาพรวม ตลาด EV ในประเทศ พบว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ประมาณ 160,000 คัน เฉลี่ยเดือนละ 20,000 คัน คาดว่าเมื่อจบปีนี้ ยอดจดทะเบียนรถ EV ใหม่จะเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 240,000 คัน และดันให้ยอดสะสมรถ EV ทั้งประเทศเกือบแตะ 600,000 คัน โดยประเมินว่าตั้งแต่ปัจจุบันถึงปี 2030 ปริมาณการใช้รถ EV จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 200,000 คันต่อปี
“การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดบริโภคน้ำมันอย่างที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยตัวเลขปริมาณการบริโภคน้ำมันในตลาดยังคงมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
ท่ามกลางปัจจัยความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การแข่งขัน สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงคราม ซึ่งทำให้การพยากรณ์ธุรกิจทำได้ยากขึ้น PTG ได้เร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูล (Data) เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินงาน
“PTG มีการนำระบบหุ่นยนต์ (Robot) มาใช้ในองค์กรแล้วราว 2-3 ปี แต่สิ่งสำคัญในวันนี้คือการใช้ Data ร่วมกับ AI เพื่อวิเคราะห์และทำความเข้าใจ Customer Journey ของลูกค้าได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถรับรู้และตอบสนองความต้องการได้เร็วกว่าตัวลูกค้าเอง”
ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง PTG ได้จัดตั้งคณะกรรมการ AI ขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อติดตามและวางทิศทางเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งฝึกอบรมบุคลากรในแต่ละรุ่น โดยมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใฝ่รู้ และทักษะการตั้งคำถามที่สำคัญ เพราะคำถามที่ดีมีความสำคัญมากกว่าคำตอบ ในการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนธุรกิจ
“การได้รับรางวัลหรือความสำเร็จในวันนี้ เป็นเพียงเครื่องเตือนใจว่า ทุกอย่างคือการเริ่มต้นเท่านั้น เราต้องย้ำเตือนตัวเองตลอดเวลาว่าจะต้องไม่หยุดปรับปรุงผลงานขององค์กร พนักงานทุกคนต้องมุ่งมั่นพัฒนาทักษะ ความรู้ และความสามารถให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน”





