เจาะลึก "ค่าการกลั่น" ไม่ใช่กำไรสุทธิ! เปิดต้นทุนแฝงโรงกลั่นพุ่งกระฉูด เซ่นพิษสงคราม "กำไรโรงกลั่น" ที่ถูกจับตาอย่างเข้มข้นในช่วงวิกฤติราคาพลังงานโลก
เจาะลึก "ค่าการกลั่น" ไม่ใช่กำไรสุทธิ! เปิดต้นทุนแฝงโรงกลั่นพุ่งกระฉูด เซ่นพิษสงครามท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "กำไรโรงกลั่น" ที่ถูกจับตาอย่างเข้มข้นในช่วงวิกฤติราคาพลังงานโลก
ข้อมูลเชิงลึกล่าสุดได้ฉายภาพอีกด้านของอุตสาหกรรม โดยชี้ชัดว่า “ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM)” ไม่ใช่กำไรสุทธิ อย่างที่สังคมจำนวนมากเข้าใจ แต่เป็นเพียง "ส่วนต่างเบื้องต้น" ที่ยังไม่หักต้นทุนสำคัญอีกหลายชั้น
สถานการณ์ล่าสุดยิ่งซ้ำเติม เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางลุกลาม กดดันต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ส่งผลให้ ต้นทุนแฝงของโรงกลั่นพุ่งขึ้นพร้อมกันทุกมิติ ตั้งแต่วัตถุดิบ การขนส่ง ไปจนถึงค่าประกันภัยที่ทะยานในระดับ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
"ค่าการกลั่น" แค่ตัวเลขขั้นต้น ไม่ใช่กำไรจริง
ในเชิงโครงสร้าง ค่าการกลั่น (GRM) คือผลต่างระหว่าง "ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป" - "ต้นทุนน้ำมันดิบ" ดังนั้น เมื่อเราดูตัวเลขในเชิงโครงสร้างค่าการกลั่นนั้น จะยังไม่รวม “ต้นทุนแฝง” อีกจำนวนมาก ที่โรงกลั่นต้องแบกรับจริงในกระบวนการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ GRM ไม่สามารถสะท้อน “กำไรสุทธิ” ได้โดยตรง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ต่อให้ตัวเลขค่าการกลั่นจะดูสูง แต่หากต้นทุนแฝงพุ่งแรงกว่า ก็อาจทำให้ "กำไรจริงหดตัว" หรือบางช่วงอาจถึงขั้น "ขาดทุน" ได้เลย
เปิด 3 ต้นทุน “น้ำมันดิบ” พุ่งแรงตามสงคราม
ข้อมูล ณ เดือนมี.ค. 2569 ชี้ให้เห็นว่า "ต้นทุนจัดหาน้ำมันดิบ" กลายเป็นจุดกดดันหลัก โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญที่เร่งตัวขึ้นพร้อมกัน ได้แก่
- Crude Premium พุ่ง 3-4 เท่า โดยส่วนต่างราคาน้ำมันดิบจริงเหนือราคาตลาดอ้างอิง (Benchmark) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันดิบจากสหรัฐที่เป็นที่ต้องการสูงในภาวะสงคราม ส่งผลให้โรงกลั่นต้องจ่ายแพงขึ้นทันที
- ค่าขนส่ง-ค่าระวางเรือ ดีด 5 เท่า จากความตึงเครียดในเส้นทางขนส่งสำคัญ เช่น ตะวันออกกลาง ทำให้เกิดภาวะ “เรือขาดตลาด” และเสี่ยงภัยสูง ค่าระวางจึงปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว
- เบี้ยประกันภัยทะยาน 100 เท่า การขนส่งผ่านพื้นที่เสี่ยงสงคราม ทำให้บริษัทประกันภัยเรียกเก็บ War Risk Premium ในอัตราสูงเป็นประวัติการณ์ กลายเป็นต้นทุนที่ “บีบกำไร” อย่างรุนแรง
"ต้นทุนในโรงกลั่น" ภาระที่มองไม่เห็น
นอกจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งขึ้นแล้ว โรงกลั่นยังต้องแบกรับ ต้นทุนการดำเนินงานภายใน อีกหลายรายการ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ GRM ไม่เท่ากับกำไรสุทธิ ได้แก่
- ค่าพลังงานและสาธารณูปโภค ค่าเชื้อเพลิงในกระบวนการกลั่น ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำมัน ซึ่งผันผวนตามราคาพลังงานโลก ซึ่งนอกจกานี้ยังมีต้นทุนอื่น ๆ อาทิ
- ต้นทุนบุคลากร ค่าแรง สวัสดิการ และค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรมนุษย์
- ค่าซ่อมบำรุง (Maintenance) การดูแลเครื่องจักรที่มีมูลค่าสูง เพื่อให้เดินเครื่องได้ต่อเนื่อง
- ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
- ดอกเบี้ยเงินกู้ ต้นทุนทางการเงินในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
- ภาษีและภาระรัฐ ซึ่งเป็นต้นทุนปลายทางก่อนสรุปกำไรสุทธิ
"ภาพลวงตากำไร" กับความจริงที่ซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านพลังงาน กล่าวว่า การหยิบ "ค่าการกลั่น" มาใช้เป็นตัวชี้วัดกำไร อาจนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนผันผวนรุนแรงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ในภาวะปัจจุบันที่สงครามยืดเยื้อและเส้นทางพลังงานโลกเปราะบาง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สะท้อนใน GRM แต่สะท้อนเต็มๆ ในงบกำไรขาดทุน กล่าวได้คือ โรงกลั่นไทยอยู่ใน “แรงบีบสองด้าน” ซึ่งภาพรวมอุตสาหกรรมโรงกลั่นไทยกำลังเผชิญแรงกดดันแบบ “สองเด้ง” ประกอบด้วย
ด้านที่หนึ่ง ราคาน้ำมันผันผวนตามตลาดโลก และด้านที่สอง ต้นทุนแฝงพุ่งแรงจากสงครามและความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ “กำไรจริง” ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามค่าการกลั่นเสมอไป และในบางช่วงอาจถูกบีบจนแทบไม่เหลือส่วนต่าง
ข้อเท็จจริงนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจโครงสร้างราคาพลังงานไทยและสะท้อนว่า ภายใต้ตัวเลขที่เห็นบนหน้าปั๊มหรือรายงานตลาด แต่ยังมี “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ซ่อนอยู่จำนวนมาก ซึ่งกำลังเป็นตัวแปรชี้ชะตาอุตสาหกรรมพลังงานในยุควิกฤติโลกปัจจุบัน





