วิกฤติตะวันออกกลาง "หนักสุดในรอบทศวรรษ" สะเทือนพลังงานโลก ดัน "น้ำมัน-ก๊าซ" ราคาพุ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพลังงานของไทย
วิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นล่าสุด กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานโลกอย่างรุนแรงจนถูกประเมินว่า "หนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ" เนื่องจากเกิดขึ้นในศูนย์กลางแหล่งผลิตและเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลก อย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพลังงานของไทย ทั้งในมิติราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ
ช่องแคบฮอร์มุซมีปริมาณการขนส่งน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศผู้ส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ของโลก
เมื่อการขนส่งหยุดชะงักเป็นระยะเวลาราว 3 สัปดาห์ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลก "หายไป" กว่า 300 ล้านบาร์เรลสร้างภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) และกระตุ้นให้เกิดการแย่งซื้อในตลาดโลกอย่างรุนแรง
น้ำมัน-ก๊าซพุ่งยกแผง ซัพพลายตึงตัวทั่วโลก
ผลจากภาวะอุปทานตึงตัวทำให้ราคาพลังงานทุกชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ราคาน้ำมันดิบ ดูไบในตลาดโลกพุ่งขึ้นแตะระดับใกล้ 167 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ ราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น ดีเซลและเบนซิน ขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 160-220 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะเดียวกัน ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจร (Spot LNG) ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ก่อนเกิดวิกฤติ เป็น 20-30 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู และมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ปัจจัยซ้ำเติมสำคัญ คือการที่กาตาร์ประกาศ “เหตุสุดวิสัย” (Force Majeure) ไม่สามารถส่งออก LNG ได้ตามสัญญา ทำให้ประเทศผู้นำเข้า รวมถึงไทย ต้องหันไปจัดหา LNG จากตลาดจร
กระทบลูกโซ่ “ค่าไฟ-ปุ๋ย-ปิโตรเคมี” เสี่ยงพุ่ง
วิกฤติดังกล่าวไม่ได้จำกัดผลกระทบเฉพาะราคาน้ำมัน แต่ยังลุกลามไปยังสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะ "ปุ๋ย" ซึ่งมีวัตถุดิบจากก๊าซธรรมชาติ และมีฐานการผลิตสำคัญในตะวันออกกลาง
แม้จะเกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน แต่ข้อมูลล่าสุดยืนยันว่าไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้งาน กว่า 100 วัน หลังผู้ประกอบการเร่งนำเข้าเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะสั้นกลับเป็น “คอขวดด้านโลจิสติกส์” ที่ยอดใช้น้ำมันดีเซลพุ่งจากระดับปกติ 65 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 130 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวในช่วงสั้น ทำให้ระบบขนส่งและกระจายน้ำมันปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้เกิดภาพน้ำมันขาดในบางพื้นที่ ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีปริมาณเพียงพอ
ไขข้อสงสัย "ค่าการกลั่นพุ่ง" ไม่ใช่กำไรสุทธิ
อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือค่าการกลั่นน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติ จนถูกตั้งคำถามว่าเป็น "กำไรเกินควร"
ข้อเท็จจริงคือ "ค่าการกลั่น" หรือ Gross Refinery Margin (GRM) เป็นเพียงตัวชี้วัดส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกับต้นทุนน้ำมันดิบ ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น และในภาวะวิกฤติ โรงกลั่นยังต้องเผชิญต้นทุนแฝงจำนวนมาก เช่น
- ค่า Premium จากการแย่งซื้อน้ำมันดิบในตลาด (สูงขึ้นราว 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
- ค่าขนส่ง (Freight) ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนเรือจำกัด
- ค่าเบี้ยประกันภัย (Insurance) ที่พุ่งขึ้นจากความเสี่ยงสงคราม
ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนอยู่ในค่า GRM ทำให้ภาพ "กำไรสูง" อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางบัญชี
เตือนรัฐ-ประชาชน “อย่าตื่นตระหนก” แต่ต้องปรับตัว
ท่ามกลางความผันผวนที่รุนแรง ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานย้ำว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงานในระดับหนึ่ง และไม่ควรตื่นตระหนกต่อข่าวการขาดแคลน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ราคาพลังงาน” ที่จะสะท้อนต้นทุนจริงในตลาดโลก โดยการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันมีข้อจำกัด เนื่องจากภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระและติดลบเพิ่มขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น
เร่งปรับพฤติกรรม ลดใช้พลังงาน รับมือวิกฤติ
ในระยะต่อไป การรับมือวิกฤติพลังงานจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เช่น
- การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
- การเดินทางร่วมกัน (Carpool)
- การประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม วิกฤติพลังงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่เป็น "บททดสอบครั้งใหญ่" ของระบบพลังงานไทย ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน และย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวอย่างจริงจัง





