สปสช. ปูทาง Deep Tech สู่ "บริการมาตรฐาน" ดึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปูทาง Deep Tech สู่ "บริการมาตรฐาน" ดึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อนและโรคร้ายแรงให้เข้าถึงนวัตกรรมการรักษามาตรฐานสากลได้อย่างเท่าเทียม
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง หรือ Deep Tech ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ว่า สปสช. ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับ Deep Tech ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีความซับซ้อน มูลค่าสูง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้มีสิทธิบัตรทองอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การสนับสนุน Deep Tech ของ สปสช. นี้ ไม่เพียงช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยที่จำเป็นได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ระบบการแพทย์ของประเทศไทยไม่หยุดนิ่ง และช่วยให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ฝึกฝนทักษะการใช้เครื่องมือขั้นสูง เช่น การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งเมื่อมีการใช้งานจริงและมีปริมาณการรักษามากขึ้น ต้นทุนเทคโนโลยีจะค่อยๆ ลดลง จนสามารถเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีขั้นสูงไปสู่การเป็นบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ในอนาคต
ต่อยอดความสำเร็จนวัตกรรมขั้นสูง
ที่ผ่านมา สปสช. ร่วมมือกับ โรงเรียนแพทย์ชั้นนำ สนับสนุนบริการและนวัตกรรมการรักษาที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยทั่วประเทศเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่การรักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน (Proton Therapy) โดยศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง มีอัตราการควบคุมโรคเฉพาะที่และการรอดชีวิตที่สูงในกลุ่มโรคมะเร็งสมองในเด็ก ช่วยลดผลข้างเคียงในทุกด้านเมื่อเปรียบเทียบกับการฉายรังสีแบบเดิม, บริการวางแร่ที่ตาเพื่อรักษาเนื้องอกและมะเร็งในตา (Eye Plaque Brachytherapy) โดยโรงพยาบาลรามาธิบดี ช่วยให้รังสีทำลายก้อนเนื้อร้ายได้อย่างแม่นยำ โดยที่เนื้อเยื่อปกติโดยรอบจะได้รับผลกระทบน้อย และช่วยรักษาดวงตาเอาไว้ได้โดยไม่ต้องผ่าตัดควักลูกตา
“สำหรับการจ่ายค่าบริการในกลุ่มนี้ สปสช. ร่วมกับโรงพยาบาลจัดทำเป็นโครงการและสนับสนุนงบประมาณในอัตราที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ป่วยบัตรทองเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เนื่องจากนวัตกรรมบางประเภทมีให้บริการเพียงแห่งเดียวในประเทศ สปสช. จึงสนับสนุนการจัดระบบบริการรถรับ-ส่งผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ระยะทางและค่าเดินทางเป็นอุปสรรคต่อการรักษา เช่น ผู้ป่วยจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนสามารถเดินทางมารับการรักษาด้วยอนุภาคโปรตอนที่กรุงเทพฯ ได้ แนวทางนี้ช่วยให้ผู้ป่วยจากทุกภูมิภาคมีโอกาสเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน” นพ.จเด็จ กล่าว
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบัตรทอง ยังสามารถเข้าถึงบริการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงได้เช่นกัน โดยมีระบบรถรับ-ส่งผู้ป่วยช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปรับบริการ แต่เนื่องจากปัจจุบันมีโรงพยาบาลศักยภาพหลายแห่งเข้าร่วมให้บริการ สปสช. จึงจัดสรรงบประมาณสำหรับบริการนี้ไว้โดยเฉพาะ และให้โรงพยาบาลเบิกจ่ายค่าบริการกับ สปสช. โดยตรง ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมมากขึ้น
ปักหมุด "ยีนบำบัด" ต่อรอง "ผลประโยชน์-ราคา"
นพ.จเด็จ กล่าวว่าก้าวต่อไปของ สปสช. คือการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยียีนบำบัด (Gene Therapy) ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำหรับรักษาโรคทางพันธุกรรมและมะเร็งบางชนิด มาช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยที่จำเป็นเข้าถึงการรักษาเนื่องจากการรักษาดังกล่าวในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงถึงรายละ 20 ล้านบาท สปสช. จึงใช้กลไกการจัดซื้อเชิงกลยุทธ์ โดยรวบรวมข้อมูลความต้องการรักษาของผู้ป่วยในระบบประมาณ 200 ราย เพื่อเจรจาต่อรองราคากับผู้ผลิตและนักวิจัย เบื้องต้นสามารถลดราคาลงเหลือประมาณรายละ 2 ล้านบาท หรือลดลงถึง 90% ซึ่งใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายในการปลูกถ่ายไขกระดูกที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการบริหารกองทุนอย่างคุ้มค่า โดยใช้พลังการจัดซื้อของระบบสร้างราคาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกินกำลัง
เน้นประเมิน HTA การันตีความคุ้มค่า
ทั้งนี้ สปสช. ยืนยันจุดยืนในการดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาลโดย นพ.จเด็จ ระบุว่า สปสช. ไม่มีนโยบายนำงบประมาณกองทุนไปร่วมลงทุนเพื่อแสวงหากำไรกับภาคเอกชนหรือธุรกิจสตาร์ตอัป แต่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดซื้อบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ เหมาะสม และคุ้มค่า เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
การพิจารณานวัตกรรมเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต้องผ่านกระบวนการประเมินเทคโนโลยีและมาตรการด้านสุขภาพ (Health Technology Assessment: HTA) อย่างรอบด้าน ไม่ได้พิจารณาเฉพาะการได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เท่านั้น แต่ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ยืนยันถึงประสิทธิผล คุณภาพ และความปลอดภัย รวมถึงมีความคุ้มค่าต่อการใช้งบประมาณของประเทศด้วย
"เลิดสิน" ใช้ Versius Plus ช่วยผ่าตัด
นพ.อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กล่าวว่า ได้ลงทุนนำนวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเทคโนโลยี Modular Robotic Surgery รุ่น Versius Plus จากประเทศอังกฤษ เข้ามาใช้รักษาผู้ป่วยที่ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง และเปิดตัว "Lerdsin Institute of Robotic Surgery" หรือ LiROS ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และฝึกอบรมศัลยแพทย์และพยาบาลด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์แบบ Modular แห่งแรกของประเทศไทย
รพ.เลิดสิน มีความมุ่งมั่นที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ภายใต้แนวคิด "Advanced Robotic Surgery for All" ยกระดับคุณภาพการรักษาให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล จะเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลอื่นๆ สามารถร่วมใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ร่วมกับทางโรงพยาบาลได้ด้วย
เนื่องจากหุ่นยนต์มีความคล่องตัวในการเคลื่อนย้าย และแพทย์ผู้ใช้ก็มีทักษะสามารถเคลื่อนย้ายไปผ่าตัดยังสถานพยาบาลที่มีผู้ป่วยได้ และคาดว่าภายในปี 2569 จะขยายโอกาสนี้ไปยังภูมิภาค โดยนำร่องที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนขยายในครบทุกภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลให้สามารถให้เข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูงได้เช่นกัน
ศิริราชรักษาโรค CTEPH ด้วยเทคนิค BPA
ส่วนที่ รพ.ศิริราช เมื่อเร็วๆ นี้ เปิดตัวหัตถการขยายหลอดเลือดปอดด้วยบอลลูน Balloon Pulmonary Angioplasty (BPA) เพื่อรักษาผู้ป่วยความดันเลือดปอดสูงจากลิ่มเลือดอุดกั้นเรื้อรัง” (Chronic Thromboembolic Pulmonary Hypertension หรือ CTEPH) โดย รศ. พญ.สุรีย์ สมประดีกุล และทีมแพทย์ ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2567 ล่าสุด ได้ทำการรักษาผู้ป่วยสำเร็จแล้ว 23 ราย
รศ. พญ.สุรีย์ สมประดีกุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล อธิบายว่าในการรักษาโรค CTEPH ด้วยหัตถการ BPA ผู้ป่วยแต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการตรวจพบโรค โดยเฉลี่ยประมาณ 6-8 ครั้ง การทำหัตถการแต่ละครั้งห่างกันประมาณ 1 เดือน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยครั้งละ 1 แสนบาท สามารถเบิกจ่ายได้ตามสิทธิการรักษาของผู้ป่วย ขณะนี้มีผู้ป่วยรอการรักษาอยู่ 4-5 ราย โดยทีมแพทย์จะมีการประชุมพิจารณาตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา เน้นที่ความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก
ดวงหทัย ผู้ป่วยโรคความดันเลือดปอดสูงจากลิ่มเลือดอุดกั้นเรื้อรัง CTEPH ที่ทำหัตถการ BPA ไป 8 ครั้งโดยใช้สิทธิบัตรทอง ปัจจุบันอยู่ในระหว่างติดตามอาการ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติแล้ว เธอรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรครักษาโรค CTEPH ตอนอายุ 24 ปี รักษามาหลายปี เคยผ่านช่วงที่ยากลำบาก หัวใจข้างขวาวาย น้ำหนักขึ้น 20 กิโลกรัมภายใน 2 สัปดาห์ ขาบวม กระทั่งได้มาทำการรักษาด้วยหัตถการ BPA จนคุณภาพชีวิตดีขึ้น ปัจจุบันอายุ 36 ปี
“ปัจจุบันก็ดูแลสุขภาพตัวเอง ด้วยออกกำลังกายเป็นประจำ และพบแพทย์ติดตามอาการตามนัด ทุกครั้ง ต้องขอบคุณทีมแพทย์ที่ทำหัตถการ BPA ได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติอีกครั้ง”



