"Perceptra" นวัตกรรม AI แพทย์สัญชาติไทย หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่คือบททดสอบแห่งความเพียรพยายามยาวนานถึง 8 ปีเต็ม ในการฝ่าฟันอุปสรรคทั้งมิติเทคโนโลยี ความเชื่อมั่น และระบบสาธารณสุข เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า "ฝีมือคนไทย...ไม่แพ้ชาติใดในโลก"
หากเอ่ยถึง “เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง” หรือ DeepTech ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักนึกถึงนวัตกรรมนำเข้าราคาแพงจากฝั่งตะวันตกหรือมหาอำนาจทางเทคโนโลยีในเอเชีย น้อยคนนักจะเชื่อว่า “คนไทย” ก็สามารถสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทางการแพทย์ที่แม่นยำ ทัดเทียมระดับโลก และถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในโรงพยาบาล 611 แห่งทั่วประเทศ
นั่นก็คือ นวัตกรรม AI Chest X-ray วิเคราะห์โรคจากภาพถ่ายรังสีทรวงอก ช่วยแพทย์อ่านผลภาพถ่ายรังสีเพิ่มความรวดเร็วในการคัดกรองวัณโรคค้นหาผู้ป่วยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ที่พัฒนาโดยบริษัท เพอเซ็ปทรา จำกัด (Perceptra) ปัจจุบันขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทย มีการนำไปใช้งานแล้วในสถานพยาบาลแล้ว หน่วยบริการ และตั้งเป้าขยายเป็น 887 แห่งทั่วประเทศ ภายในปีงบประมาณ 2570
แต่กว่าจะมี “วันนี้” ของ Perceptra (เพอเซ็ปทรา) นวัตกรรม AI ทางการแพทย์สัญชาติไทย หนทางไม่ได้ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่คือบททดสอบแห่งความเพียรพยายามยาวนานถึง 8 ปีเต็ม ในการฝ่าฟันอุปสรรคทั้งมิติเทคโนโลยี ความเชื่อมั่น และระบบสาธารณสุข เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า “ฝีมือคนไทย... ไม่แพ้ชาติใดในโลก”
8 ปีพัฒนาฝ่าฟันกำแพง “ความเชื่อมั่น”
จุดเริ่มต้นของ Perceptra เริ่มจากโจทย์ใหญ่ในระบบสาธารณสุขไทยที่พึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์จากต่างประเทศมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือขนาดใหญ่ ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ราคาแพง ซึ่งนอกจากจะสร้างภาระงบประมาณมหาศาลแล้ว เทคโนโลยีเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบริบทของคนไทยอย่างแท้จริง
ทีมผู้สร้างสรรค์ Perceptra โดย สุพิชญา พู่พิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และทีม ใช้เวลาตลอด 8 ปี ในการวิจัย ทดลอง และปรับปรุงอัลกอริทึมร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง ไม่เพียงแค่การพัฒนาโค้ดให้แม่นยำ แต่ด่านที่หินที่สุดคือ “การสร้างความไว้วางใจ” จากบุคลากรทางการแพทย์และวงการสาธารณสุข ซึ่งคุ้นชินกับแบรนด์ต่างชาติมานานนับทศวรรษ
“ประเทศไทยเน้นการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์มาโดยตลอด ทั้ง High-Tech และ Low-Tech เราจึงอยากเห็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาด้วยฝีมือคนไทย เพราะเราเชื่อมั่นว่าคนไทยมีศักยภาพ มีข้อมูล และองค์ความรู้ที่เพียบพร้อม เพียงแต่ต้องเปิดใจและสร้างความเชื่อมั่นร่วมกัน”
เบื้องหลังการฟันฝ่าตลอด 8 ปีคือการใช้ “คุณภาพทัดเทียม บริการเหนือกว่า ในราคาที่จับต้องได้” เป็นข้อพิสูจน์ พร้อมลงลึกไปช่วยแก้ปัญหาเชิงลึกในกระบวนการทำงาน (Workflow) ของแต่ละโรงพยาบาลแบบเคสต่อเคส พร้อมจับมือกับโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลศิริราช เพื่ออัปเกรดความแม่นยำของ AI อย่างต่อเนื่องทุกๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี จนปัจจุบันพัฒนามาถึง Version 5 และได้รับการบรรจุเข้าสู่ บัญชีนวัตกรรมไทย รวมถึงระบบ สปสช. (บัตรทอง) ทำให้โรงพยาบาลทั่วประเทศเข้าถึงและนำไปติดตั้งใช้งานได้จริง
ผลลัพธ์จริง 3 โรงพยาบาลยกระดับการรักษา
การนำ AI Chest X-ray มาปรับใช้ในวงการแพทย์ไทยได้รับการพิสูจน์แล้วใน รพ.เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลขนาดเล็ก 10 เตียงในพื้นที่เกาะ ซึ่งต้องดูแลทั้งชาวบ้าน แรงงานต่างด้าว และนักท่องเที่ยวรวมกว่า 18,000 คน ได้นำระบบ AI Chest X-ray ของ Perceptra มาใช้คัดกรองประชากรกลุ่มใหญ่ เช่น การตรวจสุขภาพแรงงานประจำปี 4,000–5,000 คน
นพ.อาทิตย์ คำจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะเต่า ระบุว่า AI ช่วยลดภาระงานแพทย์ได้จากเดิมที่ต้องอ่านภาพ X-ray ทีละราย เปลี่ยนเป็นให้ AI สแกนเบื้องต้นแล้วให้แพทย์ตรวจซ้ำเฉพาะเคสที่สงสัยเพียง 10–20 ราย ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำ โดยเฉพาะการตรวจพบวัณโรค (TB) สามารถแยกตัวรักษาทันที หรือตรวจพบก้อนเนื้อขนาดเล็กตั้งแต่ระยะแรก
“จากการใช้งานพบว่า AI ช่วยประเมินผลได้รวดเร็ว โดยเฉพาะความผิดปกติขนาดเล็กที่มองเห็นได้ยาก หากเราตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกได้ แม้เพียงหนึ่งรายที่รักษาหายได้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”
รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ฯ: สแกนคัดกรองทหารใหม่
อีกหนึ่งตัวอย่างเกิดขึ้นที่ โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐท.สส. ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งรับหน้าที่ดูแลคัดกรองวัณโรคในทหารกองประจำการเข้ารับฝึกราว 12,000 นายต่อปี เฉลี่ยผลัดละ 3,000 นาย ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างหนาแน่น พล.ร.ต.สุเชษฐ ตรรกธาดา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ฯ และน.ต.นพ.พิชญพงษ์ ยรรยงสถิต แพทย์ประจำหน่วยเวชกรรมป้องกัน เผยว่า การนำระบบ Chest X-ray AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ภาพ X-ray ทหารใหม่ทุกนาย ช่วยลดระยะเวลารอผลจากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1–2 วัน เหลือเพียง “รู้ผลได้ทันทีภายในวันตรวจ” แม่นยำสูงถึง 92% ลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของวัณโรคได้
“ระบบดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าทหารใหม่ที่เข้ารับการฝึกมีสุขภาพพร้อมปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติ หากตรวจพบโรคก็สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดก่อนกลับสู่ชุมชน” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ฯ กล่าว
รพ.บางปะหัน อ่านผล 20 วินาที คัดกรองโรค
ส่วนที่โรงพยาบาลบางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา พญ.วิภาวี เกตุวัง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางปะหัน กล่าวว่า เริ่มใช้ระบบดังกล่าวตั้งแต่ปี 2568 โดยระหว่างวันที่ 9 กันยายน 2568 ถึง 8 กรกฎาคม 2569 ให้บริการประชาชนด้วย AI Chest X-ray แล้ว 3,069 ราย ช่วยย่นระยะเวลาการอ่านผลเอกซเรย์ปอดของแพทย์ จากเดิม 1–1.30 นาที ลดเหลือเพียง 10–20 วินาทีต่อราย ช่วยลดภาระงานหนักในแต่ละวัน และช่วย Alert จุดผิดปกติที่อาจสังเกตเห็นได้ยาก ให้แพทย์วินิจฉัยต่อได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
“AI ไม่ได้ทำหน้าที่แทนแพทย์ แต่เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ก่อนที่แพทย์จะนำผลมาประกอบกับอาการของผู้ป่วยเพื่อวินิจฉัยอีกครั้ง ทำให้การรักษามีความแม่นยำยิ่งขึ้น” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางปะหัน ระบุ
บัตรทองหนุนเศรษฐกิจนวัตกรรมไทย
การสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ฝีมือคนไทยที่ขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทย เป็นอีกกลไกสำคัญในการยกระดับระบบสุขภาพ โดย AI Chest X-ray เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ใน ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) โดยแนวทางดังกล่าวนอกจากช่วยให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงแล้ว ยังนำไปสู่การลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศ เกิดการจ้างงาน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมไปพร้อมกับการพัฒนาระบบสุขภาพของไทย
ปักหมุด AI สุขภาพไทย สู่เวทีโลก
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในห้องวิจัย สู่ระบบที่ให้บริการจริงในโรงพยาบาลกว่า 611 แห่งทั่วประเทศ ทีมงาน Perceptra กำลังพัฒนาต่อยอดศักยภาพตามเสียงสะท้อนจริงจากหน้างาน ไปสู่การตรวจคัดกรองเคสฉุกเฉิน ยามวิกาล (เช่น อุบัติเหตุรถชน) การตรวจภาวะกระดูกหัก และรอยโรคในช่องท้อง เพื่อให้การดูแลชีวิตคนไทยครอบคลุมยิ่งขึ้น
“แม้ปัจจุบันจะมีผู้พัฒนา AI ทางการแพทย์จากหลายประเทศ แต่เรามุ่งพัฒนานวัตกรรมของคนไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมมาตรฐานสากล ออกแบบระบบให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานของโรงพยาบาลไทย ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกและมีต้นทุนที่เหมาะสม” สุพิชญา ย้ำถึงหัวใจในการพัฒนาเพื่อเป็นประโยชน์ผู้ใช้งาน
เรื่องราว 8 ปีของ Perceptra คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของวงการแพทย์และนวัตกรรมไทย ว่าเมื่อคนไทยตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเอง นอกจากจะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศและขับเคลื่อน เศรษฐกิจสุขภาพ (Care Economy) แล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือการ “ช่วยชีวิตคนไทย” ให้เข้าถึงการรักษาที่รวดเร็ว เท่าเทียม และยั่งยืนอีกด้วย



