CPF มุ่งสู่การเป็น “Bionic Organization” เต็มรูปแบบ หมายถึงองค์กรที่ผนึกกำลังระหว่าง “ความเชี่ยวชาญของมนุษย์” และ “ความอัจฉริยะของเทคโนโลยี” เข้าด้วยกันจนกลายเป็น DNA เดียวกัน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ก้าวสู่ปี 2026 หมุดหมายสำคัญของ “Year of Change” ที่ CPF มุ่งสู่การเป็น “Bionic Organization” เต็มรูปแบบ หมายถึงองค์กรที่ผนึกกำลังระหว่าง “ความเชี่ยวชาญของมนุษย์” และ “ความอัจฉริยะของเทคโนโลยี” เข้าด้วยกันจนกลายเป็น DNA เดียวกัน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยมีการเตรียมความพร้อมในระดับมหภาคผ่านการอบรมพนักงานกว่า 54,000 คนในหลักสูตร “AI for All” และสร้างผู้เชี่ยวชาญทักษะดิจิทัลขั้นสูง (Advanced Digital Skills) อีกกว่า 10,000 คน
ภายใต้การนำทัพด้านทรัพยากรบุคคลของ "พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จํากัด (มหาชน) หรือ CPF
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่การขยับตัวให้เร็วขึ้น แต่เป็นยกระดับบทบาทสู่ “Strategic Partner” ที่สามารถตอบคำถามสำคัญของ CEO ได้ด้วยตัวเลข ROI และ Financial Impact อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้ต่อหัวพนักงานเติบโตขึ้นถึง 2 เท่า
มู่งสู่ Bionic & Modular Organization
“พิมลรัตน์” ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า CPF มีการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI, Robotics และ Automation มาเสริมศักยภาพมนุษย์ให้ทำงานได้มีผลผลิตสูงสุด โดยเปลี่ยนพนักงานให้เป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยีแทนการทำงานตามคำสั่งแบบเดิม เพื่อสร้าง Competitive Advantage ที่ยั่งยืน นั่นคือ แนวคิด Bionic Organization
แนวคิด Bionic Organization ต้องขับเคลื่อน Flat & Modular Organization อย่างจริงจังผ่านการลดระดับชั้นการบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจรวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งได้ขยายไปยังกลุ่มธุรกิจในต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว มาเลเซีย และตุรกี ซึ่งโมเดลนี้ช่วยให้ แต่ละหน่วยธุรกิจปรับตัวตามบริบทพื้นที่ได้ทันท่วงที นอกจากนี้บริษัทยังสนับสนุนการทำงานในรูปแบบโมดูลาร์ส่งเสริมการทำงาน Cross Function
“วันนี้ HR ของเราพร้อมตอบโจทย์ CEO เพราะที่ผ่านมาท่านถามถึง ROI และ Financial Impact มาตลอด 3 ปี วันนี้เรามีรากฐานที่แน่นพอที่จะพูดภาษาธุรกิจและตัวเลขการเงินได้อย่างเต็มภาคภูมิ”
AI คือ DNA และการเปลี่ยนแปลงองค์กร
การนำ AI มาใช้ในงาน HR เป็นการสร้าง Seamless Experience ที่เห็นผลเป็นตัวเลขจริง โดยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่าง AI Expert ผู้พัฒนาและยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยี และ AI Business Partner (AIBP) ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมธุรกิจ ทีมเทคโนโลยีและ AI ร่วมวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสทางธุรกิจ แล้วแปลงเป็นรูปแบบการใช้งาน (Use Case) ที่ใช้ AI ได้จริงทุก BU โดยปัจจุบัน CPF สร้าง AIBP แล้ว 286 คน และตั้งเป้ายกระดับเป็น 400 คน ในปี 2569 เพื่อเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในทุกหน่วยธุรกิจที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและ Business Pain Point โดยมีโครงการนวัตกรรมจริงกว่า 66 โครงการ ใน 36 หน่วยธุรกิจ
“น้อง EZ” และ Digital Onboarding ในแอปฯ CPF Connect ได้ทำหน้าที่ดูแลผู้สมัครงานมาแล้วกว่า 23,000 คน และช่วยให้กระบวนการจ้างงานเป็น Digital 100% ส่งผลให้ลดระยะเวลาการจ้างงานลงถึง 56% สามารถทำหน้าที่แทน Call Center ของฝ่าย HR ได้ 100% ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานใหม่ลงได้ถึง 50%
ผลลัพธ์เชิงธุรกิจจากการพัฒนาคน การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงแบบบูรณาการ และการนำ AI มาเป็น DNA พบว่า รายได้ต่อพนักงาน เติบโตขึ้นถึง 2 เท่า ,กำไรสุทธิเติบโต 3.2% จากโปรเจกต์นวัตกรรม ,การสรรหาบุคลากรมีการใช้ Digital Recruitment 100% และมีการใช้ AI Image Scan ในฟาร์มกุ้งและสุกรเพื่อตรวจคุณภาพน้ำและสุขภาพสัตว์ ช่วยลดความเสี่ยงโรคและเพิ่มอัตรารอดได้อย่างแม่นยำ
จาก "มาตรฐาน" สู่ "ความเป็นเลิศ": กฎใหม่ของการวัดผลที่ต้องก้าวข้าม
หนึ่งในกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ Bionic Organization คือการปรับเปลี่ยนระบบการประเมินผลงาน (Performance Management System) เพื่อทำลายกับดักของความเฉื่อยชา โดยใช้เกณฑ์ที่ว่า "การทำงานตามหน้าที่ปกติ (Routine) ไม่ใช่เหตุผลของการได้รับผลตอบแทนมากกว่ามาตรฐาน” ภายใต้ระบบนี้ พนักงานที่ทำงานตามมาตรฐานปกติอย่างเต็มที่ จะได้รับผลประเมินในระดับ Rating 3 เท่านั้น หากใครต้องการคว้า Rating 4 หรือ 5 ซึ่งเป็นระดับ Excellent Performance จะต้อง Step out หรือการก้าวออกจาก Comfort Zone ของตนเอง เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับองค์กรผ่านโปรเจกต์พิเศษหรืองานนวัตกรรม และเป็นการกระตุ้นให้พนักงานทุกคนกลายเป็นนักนวัตกรที่สร้าง Value Added ให้กับองค์กร
“CPF ยกระดับจากปริมาณสู่คุณภาพ โดยโปรเจกต์พิเศษที่จะถูกนับคะแนนระดับ 4-5 ต้องมีมูลค่า Revenue เพิ่มขึ้น มากกว่า100 ล้านบาท หรือ Cost Saving มากกว่า 10 ล้านบาท เท่านั้น สำหรับหน่วยงานสนับสนุน ตั้งเป้าเป็นกึ่งหนึ่ง”
CPF ได้เตรียมเริ่มใช้โมเดลการจ่ายผลตอบแทนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Skill-Based Pay” ในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งถือเป็น “Interim Solution” หรือมาตรการชั่วคราวที่มีความยืดหยุ่นสูง โมเดลนี้มุ่งเน้นที่กลุ่มทักษะดิจิทัลและ AI การจ่ายจะเป็นรูปแบบ On-top จากเงินเดือนพื้นฐานตามระดับความเชี่ยวชาญ โดยจะมีการทบทวนทุก 6 เดือน หากทักษะเริ่มกลายเป็นทักษะมาตรฐานที่ใครๆ ก็ทำได้ส่วนเพิ่มนี้จะหยุดจ่ายทันที เพื่อกระตุ้นให้พนักงานพัฒนาทักษะใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา อีกทั้ง ยังมีการวางระบบ Certification and Qualification เพื่อให้สายงาน Specialist สามารถเติบโตได้ตามความเชี่ยวชาญโดยไม่ต้องเข้าสู่สายบริหาร (Management Track) เพียงอย่างเดียว
ให้ความสำคัญกับการสร้างผู้นำ
“หัวใจของผู้นำ CPF จะต้องรู้ลึก รู้จริง ผ่านการวาง Strategic Rotation ซึ่งปีที่ผ่านมามีการหมุนเวียนงานไปแล้ว 3 % หรือราว 400 คน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 5% ประมาณ1,000 คน ในปีหน้า โดยมีการหมุนเวียนผู้บริหารระดับสูง ข้ามสายงาน เช่น จากสาย Commercial ไปคุมสายการผลิต โดยมีระบบสนับสนุนที่เข้มแข็งผ่าน 100-Day Program ที่มีทั้ง Buddy และ Mentor ประกบ ส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจในโปรแกรมนี้สูงถึง 9.2/10”
ในปี 2026 CPF เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด“Simplify Work, Amplify Success” คือการใช้เทคโนโลยีมาลดความซับซ้อนของกระบวนการทำงาน เพื่อให้ “คน” ได้เอาเวลาไปสร้างสรรค์นวัตกรรมและขยายความสำเร็จให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

