วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

รับมือไฟฟ้าย้อนศร! กฟผ. ลุย Smart Grid ดึง AI พยากรณ์เรียลไทม์ ยุคผู้เล่นล้นตลาด

กฟผ. รับมือยุค Prosumer ดันไฟฟ้าไหลย้อนศร เร่งพัฒนา Smart Grid พร้อมใช้ AI พยากรณ์ผลิต-ใช้ไฟแบบเรียลไทม์

กฟผ. กางโรดแมปรับมือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ระบุเทรนด์ปัจจุบัน Prosumer เพิ่มสูงขึ้น ดันการผลิตไฟฟ้าย้อนศร เร่งพัฒนา Smart Grid บริหารจัดการความซับซ้อน พร้อมดึง AI ช่วยพยากรณ์ปริมาณการผลิต และใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์

รับมือไฟฟ้าย้อนศร! กฟผ. ลุย Smart Grid ดึง AI พยากรณ์เรียลไทม์ ยุคผู้เล่นล้นตลาด

นายจักรี ศิริมะณีวัฒนา ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยภายในงาน KT Dialogue ในหัวข้อ “New Horizon: Energy Transition: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในอดีตการบริหารจัดการระบบไฟฟ้ามีโจทย์ที่ตรงไปตรงมา คือการผลิตไฟฟ้าให้สมดุลและเท่ากับความต้องการใช้งานอยู่ตลอดเวลา โดยมีโรงไฟฟ้าหลักที่ควบคุมและสั่งการได้แบบ 100%

ขณะที่ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งพึ่งพาธรรมชาติและไม่สามารถควบคุมได้อย่างสม่ำเสมอ ได้ถูกเพิ่มเข้ามาในระบบไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากต้นทุนเทคโนโลยีที่ถูกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความผันผวนดังกล่าว ส่งผลให้ทิศทางการไหลของไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วย

“ในอดีตกระแสไฟฟ้าจะไหลทางเดียวจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ผ่านระบบส่ง ระบบจำหน่าย ไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า แต่ในปัจจุบัน ไฟฟ้าสามารถไหลย้อนกลับจากผู้ใช้ไฟฟ้า (Prosumer) เข้าสู่ระบบจำหน่าย และบางครั้งไหลย้อนขึ้นมาถึงระบบส่ง ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อนและมีความผันผวนสูงขึ้นอย่างมาก”

อย่างไรก็ดี จากความผันผวนและทิศทางการไหลของไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ กฟผ. พัฒนาระบบ Smart Grid ให้มีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความผันผวนดังกล่าว โดยหัวใจสำคัญ คือการทำให้ระบบสามารถมองเห็น และติดตามสถานะการทำงานของอุปกรณ์ในระบบไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการพยากรณ์ (Forecast) กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และลมล่วงหน้าทั้งในระยะ 1 ชั่วโมง และล่วงหน้า 1 วัน เพื่อประสานข้อมูลกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ทำให้สามารถวางแผนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อเสริมระบบ หรือปรับลดกำลังการผลิตได้อย่างเหมาะสมทันเวลา

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมที่มีความชาญฉลาดและสมรรถนะสูงขึ้นเพื่อรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน โดยเฉพาะความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงดันไฟฟ้าในระบบส่ง กฟผ. จึงต้องติดตั้งอุปกรณ์อัจฉริยะใหม่ๆ ในระบบส่งเพื่อวิเคราะห์สถานะและปรับปรุงแรงดันในระบบโดยอัตโนมัติ ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งและใช้งานศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าแห่งใหม่ได้ประมาณปี 2571

นายจักรี กล่าวด้วยว่า ในอนาคตระบบส่งไฟฟ้าจะไม่สามารถพึ่งพาการขยายสายส่งและอุปกรณ์ควบคุมแบบเดิมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากทิศทางการไหลของไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงได้ทั้งไปและกลับ ดังนั้นยังมีความจำเป็นในการใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage) เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบเพิ่มขึ้น

“ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนราว 20% และ กฟผ.ยังบริหารจัดการด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ เช่น การเพิ่มหรือลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และการใช้ Pumped Storage แต่ในอนาคตเครื่องมือเหล่านี้อาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องบรรจุ Battery, Pumped Storage และอุปกรณ์สำหรับ Smart Grid เพิ่มเติมไว้ในแผน PDP”

อีกหนึ่งความท้าทายครั้งใหญ่ที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย คือ ธุรกิจ Data Center ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทุน กฟผ. ได้ร่วมมือจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลขีดความสามารถที่เหลืออยู่ในการรองรับไฟฟ้าของระบบส่ง (Capacity Map) ในแต่ละจุดเชื่อมต่อผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเลือกจุดตั้งที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงจุดที่สายส่งเต็มความจุ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการปรับปรุงระบบส่ง

อย่างไรก็ตาม กฟผ. พบว่าลักษณะการใช้ไฟฟ้าของ Data Center แต่ละประเภทส่งผลกระทบต่อระบบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายละเอียดเช่น Cloud Data Center มีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่ค่อนข้างนิ่ง สม่ำเสมอ และควบคุมจัดการง่าย ส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าน้อย

ขณะที่ AI Data Center มีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่ผันผวนสูงมาก ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อหยุดกระบวนการ ความต้องการใช้ไฟก็จะลดลงทันที ความผันผวนที่รุนแรงและรวดเร็วนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพไฟฟ้าทั้งในแง่ของความถี่ (Frequency) และแรงดัน (Voltage)

เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหานี้ กฟผ. อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Code) ที่เหมาะสมสำหรับ Data Center ที่จะเข้ามาเชื่อมต่อระบบ และเสนอโครงการนำร่องในการติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อควบคุมและรักษาคุณภาพไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้บริการกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ปัจจุบันการเติบโตของ Prosumer ผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าและมีระบบกักเก็บพลังงานของตนเอง รวมถึงธุรกิจใหม่อย่าง Demand Response และ Peer-to-Peer (P2P) Trading ขายไฟกันเอง ทำให้มีข้อมูลจากผู้เล่นรายเล็กเข้าสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องเชื่อมโยงมายังศูนย์ควบคุม เพื่อให้ กฟผ.สามารถมองเห็นและประเมินพฤติกรรมของระบบไฟฟ้าได้ครบถ้วน

“ด้วยราคาโซลาร์ที่ถูกลง เรามีผู้ใช้ใหม่ที่เป็นลักษณะ Prosumer เพิ่มมากขึ้น กลายเป็นว่าไฟฟ้าเปลี่ยนทิศทาง ย้อนกลับจากเดิมที่ไหลทิศทางเดียวผ่านระบบส่งไปยังระบบจำหน่าย แต่ปัจจุบันย้อนขึ้นมาจากผู้ใช้ และย้อนกลับเข้ามาที่ระบบส่งด้วย ระบบพลังงานในปัจจุบันจึงมีความซับซ้อน และกดดันมากขึ้น”

นายจักรี กล่าวด้วยว่า สิ่งที่กังวลที่สุด คือขณะนี้ กฟผ. ยังเห็นข้อมูลเฉพาะในพื้นที่ กฟผ. ดูแล ส่วนที่เป็น Prosumer ยังไม่มีข้อมูล ถ้าในอนาคต Prosumer เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีสัดส่วนใหญ่ขึ้น แต่ กฟผ.ยังเห็นข้อมูลไม่ครบ เมื่อข้อมูลระบบไฟฟ้าภาพรวม 100% ไม่ครบถ้วน ย่อมส่งผลให้การวางแผนและควบคุมระบบไฟฟ้าของประเทศทำได้ยาก ภาครัฐ  ผู้กำกับดูแล ต้องวางแผน และกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทย