กฟผ. รับมือยุค Prosumer ดันไฟฟ้าไหลย้อนศร เร่งพัฒนา Smart Grid พร้อมใช้ AI พยากรณ์ผลิต-ใช้ไฟแบบเรียลไทม์
กฟผ. กางโรดแมปรับมือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ระบุเทรนด์ปัจจุบัน Prosumer เพิ่มสูงขึ้น ดันการผลิตไฟฟ้าย้อนศร เร่งพัฒนา Smart Grid บริหารจัดการความซับซ้อน พร้อมดึง AI ช่วยพยากรณ์ปริมาณการผลิต และใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์
นายจักรี ศิริมะณีวัฒนา ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยภายในงาน KT Dialogue ในหัวข้อ “New Horizon: Energy Transition: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในอดีตการบริหารจัดการระบบไฟฟ้ามีโจทย์ที่ตรงไปตรงมา คือการผลิตไฟฟ้าให้สมดุลและเท่ากับความต้องการใช้งานอยู่ตลอดเวลา โดยมีโรงไฟฟ้าหลักที่ควบคุมและสั่งการได้แบบ 100%
ขณะที่ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งพึ่งพาธรรมชาติและไม่สามารถควบคุมได้อย่างสม่ำเสมอ ได้ถูกเพิ่มเข้ามาในระบบไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากต้นทุนเทคโนโลยีที่ถูกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความผันผวนดังกล่าว ส่งผลให้ทิศทางการไหลของไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วย
“ในอดีตกระแสไฟฟ้าจะไหลทางเดียวจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ผ่านระบบส่ง ระบบจำหน่าย ไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า แต่ในปัจจุบัน ไฟฟ้าสามารถไหลย้อนกลับจากผู้ใช้ไฟฟ้า (Prosumer) เข้าสู่ระบบจำหน่าย และบางครั้งไหลย้อนขึ้นมาถึงระบบส่ง ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อนและมีความผันผวนสูงขึ้นอย่างมาก”
อย่างไรก็ดี จากความผันผวนและทิศทางการไหลของไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ กฟผ. พัฒนาระบบ Smart Grid ให้มีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความผันผวนดังกล่าว โดยหัวใจสำคัญ คือการทำให้ระบบสามารถมองเห็น และติดตามสถานะการทำงานของอุปกรณ์ในระบบไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการพยากรณ์ (Forecast) กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และลมล่วงหน้าทั้งในระยะ 1 ชั่วโมง และล่วงหน้า 1 วัน เพื่อประสานข้อมูลกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ทำให้สามารถวางแผนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อเสริมระบบ หรือปรับลดกำลังการผลิตได้อย่างเหมาะสมทันเวลา
นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมที่มีความชาญฉลาดและสมรรถนะสูงขึ้นเพื่อรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน โดยเฉพาะความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงดันไฟฟ้าในระบบส่ง กฟผ. จึงต้องติดตั้งอุปกรณ์อัจฉริยะใหม่ๆ ในระบบส่งเพื่อวิเคราะห์สถานะและปรับปรุงแรงดันในระบบโดยอัตโนมัติ ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งและใช้งานศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าแห่งใหม่ได้ประมาณปี 2571
นายจักรี กล่าวด้วยว่า ในอนาคตระบบส่งไฟฟ้าจะไม่สามารถพึ่งพาการขยายสายส่งและอุปกรณ์ควบคุมแบบเดิมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากทิศทางการไหลของไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงได้ทั้งไปและกลับ ดังนั้นยังมีความจำเป็นในการใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage) เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบเพิ่มขึ้น
“ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนราว 20% และ กฟผ.ยังบริหารจัดการด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ เช่น การเพิ่มหรือลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และการใช้ Pumped Storage แต่ในอนาคตเครื่องมือเหล่านี้อาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องบรรจุ Battery, Pumped Storage และอุปกรณ์สำหรับ Smart Grid เพิ่มเติมไว้ในแผน PDP”
อีกหนึ่งความท้าทายครั้งใหญ่ที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย คือ ธุรกิจ Data Center ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทุน กฟผ. ได้ร่วมมือจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลขีดความสามารถที่เหลืออยู่ในการรองรับไฟฟ้าของระบบส่ง (Capacity Map) ในแต่ละจุดเชื่อมต่อผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเลือกจุดตั้งที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงจุดที่สายส่งเต็มความจุ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการปรับปรุงระบบส่ง
อย่างไรก็ตาม กฟผ. พบว่าลักษณะการใช้ไฟฟ้าของ Data Center แต่ละประเภทส่งผลกระทบต่อระบบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายละเอียดเช่น Cloud Data Center มีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่ค่อนข้างนิ่ง สม่ำเสมอ และควบคุมจัดการง่าย ส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าน้อย
ขณะที่ AI Data Center มีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่ผันผวนสูงมาก ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อหยุดกระบวนการ ความต้องการใช้ไฟก็จะลดลงทันที ความผันผวนที่รุนแรงและรวดเร็วนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพไฟฟ้าทั้งในแง่ของความถี่ (Frequency) และแรงดัน (Voltage)
เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหานี้ กฟผ. อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Code) ที่เหมาะสมสำหรับ Data Center ที่จะเข้ามาเชื่อมต่อระบบ และเสนอโครงการนำร่องในการติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อควบคุมและรักษาคุณภาพไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้บริการกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ปัจจุบันการเติบโตของ Prosumer ผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าและมีระบบกักเก็บพลังงานของตนเอง รวมถึงธุรกิจใหม่อย่าง Demand Response และ Peer-to-Peer (P2P) Trading ขายไฟกันเอง ทำให้มีข้อมูลจากผู้เล่นรายเล็กเข้าสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องเชื่อมโยงมายังศูนย์ควบคุม เพื่อให้ กฟผ.สามารถมองเห็นและประเมินพฤติกรรมของระบบไฟฟ้าได้ครบถ้วน
“ด้วยราคาโซลาร์ที่ถูกลง เรามีผู้ใช้ใหม่ที่เป็นลักษณะ Prosumer เพิ่มมากขึ้น กลายเป็นว่าไฟฟ้าเปลี่ยนทิศทาง ย้อนกลับจากเดิมที่ไหลทิศทางเดียวผ่านระบบส่งไปยังระบบจำหน่าย แต่ปัจจุบันย้อนขึ้นมาจากผู้ใช้ และย้อนกลับเข้ามาที่ระบบส่งด้วย ระบบพลังงานในปัจจุบันจึงมีความซับซ้อน และกดดันมากขึ้น”
นายจักรี กล่าวด้วยว่า สิ่งที่กังวลที่สุด คือขณะนี้ กฟผ. ยังเห็นข้อมูลเฉพาะในพื้นที่ กฟผ. ดูแล ส่วนที่เป็น Prosumer ยังไม่มีข้อมูล ถ้าในอนาคต Prosumer เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีสัดส่วนใหญ่ขึ้น แต่ กฟผ.ยังเห็นข้อมูลไม่ครบ เมื่อข้อมูลระบบไฟฟ้าภาพรวม 100% ไม่ครบถ้วน ย่อมส่งผลให้การวางแผนและควบคุมระบบไฟฟ้าของประเทศทำได้ยาก ภาครัฐ ผู้กำกับดูแล ต้องวางแผน และกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทย





