สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอยู่ในภาวะผันผวนหนัก เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จากเหตุสหรัฐ–อิสราเอลโจมตีอิหร่าน กระทบส่งออกตะวันออกกลาง ขณะภาษีนำเข้า 10% ของทรัมป์กดดันการค้าโลก และรัสเซีย–ยูเครนยังตึงเครียด ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา
สถานการณ์ ราคาน้ำมันดิบ ตลาดโลก ในเดือน ก.พ. 69 ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวในกรอบ 66-72 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ ราคาน้ำมันWTI อยู่ที่ 62-67 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดย ราคาน้ำมันโลก ในช่วง มี.ค.–เม.ย. 69 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ 78-86 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังการปะทุของสงครามระหว่างสหรัฐ–อิหร่าน
การตอบโต้โดยอิหร่านด้วยการสั่งปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงัก และราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งขึ้นทันที 10-20 ดอลลาร์/บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม คาดว่าสงครามน่าจะยืดเยื้อประมาณ 4-5 สัปดาห์ และจะเริ่มทยอยคลี่คลายลง โดย OPEC+ ได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตแล้วกว่า 206,000 บาร์เรล/วัน ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทาน เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดพลังงานโลก
ขณะเดียวกัน การค้าโลกยังคงไม่แน่นอน หลังศาลสูงสุดสหรัฐมีมติ 6 ต่อ 3 ให้มาตรการภาษีตอบโต้ของโดนัลด์ ทรัมป์ มิชอบด้วยกฎหมาย
ประธานาธิบดีทรัมป์ จึงออกคำสั่งใหม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก 10% ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act มีผล 24 ก.พ. 69 ชั่วคราว 150 วัน ระหว่างจัดทำแนวทางที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ สหรัฐ ยังขู่ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่าง ประเทศ หรือ IEA หาก IEA ไม่ยุติเป้าหมาย Net Zero ซึ่งสหรัฐจ่ายค่าสมาชิก IEA ราวปีละ 6 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 27% ของงบประมาณ IEA ทั้งหมด ตอกย้ำแนวทางสนับสนุนพลังงานฟอสซิลของรัฐบาลทรัมป์ ส่วนอุปทานน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลา คาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 3-4 แสนบาร์เรล/วัน ภายในปีนี้ จากปัจจุบันผลิตได้ที่ 1 ล้านบาร์เรล/วัน
ทั้งนี้ยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างรัสเซีย–ยูเครน ที่การเจรจายังไร้ข้อสรุป โดยรัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนยกภูมิภาค Donetsk ทั้งหมดให้ ขณะที่ยูเครนปฏิเสธ





