หากพูดถึงอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ในประเทศไทย "ยูนิลีเวอร์" คือผู้นำตลาดที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานกว่า 90 ปี โดยผลิตภัณฑ์ยูนิลีเวอร์เข้าถึงครัวเรือนไทยได้ถึง 99% หรือประมาณ 25 ล้านครัวเรือน และผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เฉลี่ยถึง 3 ครั้งต่อวัน
เมื่อเร็วๆ นี้ กรุงเทพธุรกิจ มีโอกาสได้พูดคุยกับ นายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ถึงทิศทางธุรกิจและกลยุทธ์นวัตกรรมระดับโลกที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI ข้อมูลเชิงลึก การยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง และกรอบแนวคิดใหม่อย่าง "SASSY" เพื่อมอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ที่เหนือชั้น ประสบการณ์ที่มีคุณค่า เข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นวงกว้าง และร่วมขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรม FMCG ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เริ่มต้นฉายภาพถึงความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของตลาดในปัจจุบันว่า ความคาดหวังของผู้บริโภคกำลังหมุนไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคย นวัตกรรมจึงถูกนำมาใช้ทั้งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้าเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคเลือกและไว้วางใจอยู่เสมอ โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ ยูนิลีเวอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดเทรนด์ใหม่ๆ ทั้งในด้านสุขภาพ ความงาม และการใช้ชีวิตประจำวัน ยูนิลีเวอร์จึงมุ่งมั่นนำศักยภาพระดับโลกมาส่งมอบนวัตกรรมที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนไทย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม FMCG อย่างต่อเนื่องผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
เข้าใจผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ด้วย Data, AI และ Insight
กลยุทธ์แรกที่ยูนิลีเวอร์ให้ความสำคัญ คือ การนำ AI ขั้นสูงและการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ทำความเข้าใจพฤติกรรม และเทรนด์ทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ของผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ โดยผสานข้อมูลธุรกิจ ข้อมูลการค้นหา พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย และเทรนด์ไลฟ์สไตล์ต่างๆ ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ พบข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่นำไปต่อยอดได้จริงอย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
นายอาซีม อธิบายว่า ปัจจุบันเครื่องมือ AI ที่ ยูนิลีเวอร์ ใช้สามารถดึงข้อมูลเชิงลึกได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีแทนที่จะต้องใช้เวลาหลายวันเหมือนในอดีต ทำให้บริษัทฯ มองเห็นความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง คาดการณ์พฤติกรรมที่กำลังเปลี่ยนไป และออกแบบนวัตกรรมได้ตรงจุด
ตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม คือ บรีส สูตรซักด่วน (Breeze Quick Wash) นวัตกรรมพลิกโฉมการซักผ้าที่ยูนิลีเวอร์พัฒนาขึ้นในเวลาเพียง 15 เดือนผ่านเทคโนโลยีเอนไซม์ขั้นสูง การจำลองแบบด้วย AI และระบบหุ่นยนต์ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ และต้องการความรวดเร็ว โดยใช้ส่วนผสมที่ออกฤทธิ์เร็วและล้างออกได้ง่าย ด้วยเทคโนโลยี Pro-S ที่ทำงานทันทีเพื่อขจัดกลิ่นอับและคราบสกปรกที่ไม่หนักมากได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาที่สั้นลง ต่างจากผงซักฟอกทั่วไปที่ต้องใช้รอบการซักนานกว่า
เปลี่ยนวิทยาศาสตร์เป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่า (Meaningful Innovation)
นอกเหนือจากข้อมูลเชิงลึก ยูนิลีเวอร์ยังใช้วิทยาศาสตร์ระดับโลกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว โดยยูนิลีเวอร์มีเครือข่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรม FMCG ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 4,500 คน ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกกว่า 500 คน และมีสิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับทั่วโลก โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านการจำลองแบบขั้นสูง ระบบหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และการวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
เมื่อเจาะลึกมาที่ประเทศไทย ยูนิลีเวอร์ มีศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มีนักวิทยาศาสตร์ถึง 98 คน ร่วมกันคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการและเทรนด์ของผู้บริโภคชาวไทย พร้อมส่งออกไปยังตลาดโลก โดยมีผลิตภัณฑ์ชั้นนำมากมายที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย อาทิ วาสลีน กลูต้า-ไฮยา (Vaseline Gluta-Hya) ทุกสูตร และคนอร์ ผงมะนาว (Knorr Lime Powder) ที่ใช้เทคโนโลยีการห่อหุ้มโมเลกุล (Encapsulation) ในการกักเก็บรสชาติของมะนาวแท้ไว้ภายในอนุภาคปกป้อง
“การผสานความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกเข้ากับความเข้าใจผู้บริโภคในประเทศ (Local Insight) ช่วยให้ยูนิลีเวอร์สามารถพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ และความต้องการที่แตกต่างกันได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคย และยังสามารถนำไปต่อยอดยังตลาดอื่นๆ ที่มีความต้องการคล้ายกันได้อีกด้วย” นายอาซีม กล่าว
พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยแนวคิด "SASSY" สร้างความต้องการในวงกว้าง (Desire at Scale)
นายอาซีม เปิดเผยว่า อีกหนึ่งแนวคิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นหัวใจสำคัญของยูนิลีเวอร์ คือ กรอบแนวคิด SASSY ซึ่งประกอบไปด้วย Science (วิทยาศาสตร์), Aesthetics (สุนทรียศาสตร์), Sensorials (ประสาทสัมผัส), Shared by Others (การแบ่งปัน/บอกต่อ) และ Young Spirited (มีจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่)
“แนวคิดนี้เน้นการมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการใช้งานแล้ว บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีรูปลักษณ์สวยงามโดดเด่นเพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์ และเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์วัฒนธรรมที่ผู้คนอยากส่งต่อ ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์” นายอาซีม กล่าวเสริม
ยกตัวอย่างเช่น โดฟ ยูวี เฟอรูลิก+ ยูวี รีแพร์ & โกลว์ แดเมจ เทอราพี (Dove UV Ferulic+ UV Repair & Glow Damage Therapy) ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องเส้นผมจากรังสียูวีในประเทศที่มีอากาศร้อน หรือลักส์ สปาร์คกลิ้ง โกลว์ (LUX Sparkling Glow) เจลอาบน้ำที่ผสานศาสตร์แห่งน้ำหอมและเทรนด์การบำรุง (Skinification) ผ่านเนื้อสัมผัสฟองไมโครออกซิเจน สะท้อนถึงการเปลี่ยนนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นโซลูชันความงามและการดูแลส่วนบุคคลที่โดนใจผู้บริโภค ซึ่งกลยุทธ์การสร้างความต้องการในวงกว้าง หรือ "Desire at Scale" นี้ จะช่วยให้ยูนิลีเวอร์เติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกตลาด
นอกจากนี้ นายอาซีม ยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ในอนาคตของ ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ไว้อย่างน่าสนใจว่า ยูนิลีเวอร์จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและส่งมอบผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนไทยได้อย่างแท้จริง
“เราเชื่อว่าการผสานพลังระหว่างความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เทคโนโลยีระดับโลก และความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในอนาคต โดยเรายังคงเดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการเติบโตเคียงข้างประเทศไทย และคนไทยทุกคน” นายอาซีม กล่าวปิดท้าย

