AIS ประกาศนำร่อง 5G-ADVANCED รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผสานคลื่น 700-2100-2600 MHz พร้อมเทคโนโลยี 3CC-2CC และ AI ยกระดับสปีดดาวน์โหลด 1.5 เท่า อัปโหลด 2 เท่า ปูทางสู่เครือข่ายอัจฉริยะ และ 6G
บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS เร่งยกระดับบทบาท "ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล" ของประเทศ ด้วยการเปิดตัว "5G-ADVANCED" เป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนหมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ที่กำลังก้าวจากยุค 5G แบบดั้งเดิม ไปสู่ "โครงข่ายอัจฉริยะ" (Intelligent Network) อย่างเต็มรูปแบบ
การขยับครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มความเร็ว แต่คือการปรับโครงสร้างเครือข่ายเพื่อรองรับพฤติกรรมดิจิทัลยุคใหม่ โดยเฉพาะการใช้งานที่ "อัปโหลดเป็นศูนย์กลาง" จากกระแส AI, คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และคลาวด์ ที่ต้องการทั้งความเร็ว ความเสถียร และความหน่วงต่ำในระดับเรียลไทม์
นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ ระบุว่า ปริมาณการใช้งานเครือข่ายกำลังเปลี่ยนจากดาวน์โหลด ไปสู่อัปโหลดอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลสำหรับ AI ทั้งรูปภาพ ข้อมูล และเสียง ดังนั้นในอนาคตปริมาณการใช้งานเดิมที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ ซึ่งความต้องการคลื่นความถี่เพิ่มเติมก็ยังคงเป็นความต้องการพื้นฐาน
หัวใจของ "AIS 5G-ADVANCED" คือการนำเทคโนโลยี 5G SA Carrier Aggregation มาผสานคลื่นหลายย่านเข้าด้วยกัน ทั้ง 700 MHz, 2100 MHz และ 2600 MHz เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความครอบคลุมและความเร็ว โดยใช้เทคโนโลยี Downlink 3CC และ Uplink 2CCเป็นครั้งแรกในไทย
โครงสร้างดังกล่าวช่วยเพิ่มความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 1.5 เท่า และเพิ่มความเร็วอัปโหลดสูงสุด 2 เท่า พร้อมยกระดับ Latency หรือความหน่วงของเครือข่ายให้ตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น รองรับการใช้งานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น AI, AR/VR, Gaming และระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือ การนำ AI เข้ามาบริหารจัดการโครงข่ายแบบอัตโนมัติ หรือ Autonomous Network ทำให้เครือข่ายสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานแบบเรียลไทม์ ปรับทรัพยากรให้เหมาะสม และลดปัญหาคอขวดของทราฟฟิกในพื้นที่หนาแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"การผสาน คลื่น + AI ทำให้ AIS ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการสัญญาณ แต่กำลังเปลี่ยนบทบาทสู่ แพลตฟอร์มโครงข่ายอัจฉริยะ ที่สามารถรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในทุกมิติ ตั้งแต่ผู้บริโภคไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม"
ในเชิงพื้นที่ให้บริการ ปัจจุบัน 5G SA Downlink 3CC เริ่มเปิดใช้งานแล้วในย่านสาทรและบางรัก ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจและดิจิทัลของกรุงเทพฯ ขณะที่ Downlink 2CC ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลักทั่วประเทศ ส่วน Uplink 2CC เริ่มให้บริการในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแผนขยายครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2569
การวางโครงข่ายในลักษณะนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ "Network for Future Demand" ที่มองล่วงหน้าไปถึงการใช้งานยุคถัดไป ไม่ใช่เพียงตอบโจทย์ปัจจุบัน แต่เตรียมความพร้อมสำหรับบริการใหม่ เช่น Cloud AI, Autonomous Systems และ Digital Twin
นอกจากนี้ การพัฒนา 5G-ADVANCED ยังเป็นรากฐานสำคัญก่อนก้าวสู่ 6G ในอนาคต โดยเฉพาะในมิติของการบริหารจัดการโครงข่ายแบบอัตโนมัติ และการใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
นายวสิษฐ์ กล่าวว่า อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ AIS ให้ความสำคัญคือ ความปลอดภัยบนโครงข่าย ผ่านการนำ AI มาใช้ในบริการ AIS SAFE CONNECT เพื่อช่วยตรวจจับและแจ้งเตือนภัยคุกคาม เช่น เบอร์ต้องสงสัยหรือ SMS หลอกลวง เสริมความเชื่อมั่นในการใช้งานดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้น
ในมุมของผู้ใช้งาน ปัจจุบันสามารถสังเกตการเชื่อมต่อ 5G-ADVANCED ได้จากสัญลักษณ์ "5G+" บนหน้าจอสมาร์ตโฟน ซึ่งสะท้อนถึงการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแพ็กเกจ หากอยู่ในพื้นที่และใช้อุปกรณ์ที่รองรับ
การเปิดตัว "5G-ADVANCED" จึงไม่ใช่เพียงการอัปเกรดเทคโนโลยี แต่เป็นการ "รีดีไซน์โครงข่าย" ให้สอดรับกับโลกดิจิทัลยุคใหม่อย่างแท้จริง และตอกย้ำภาพของ AIS ในฐานะผู้นำ Network Innovation ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย
ท้ายที่สุด โครงข่ายมือถือไม่ได้เป็นแค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ โครงสร้างเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน การยกระดับครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นก้าวสำคัญที่พาไทยเข้าสู่ยุคโครงข่ายอัจฉริยะอย่างเต็มตัว


