นวัตกรรม เคียงคู่งานวิจัยทางการแพทย์
Your Code Your Life ชีวิต คือชุดข้อมูลที่เรียกว่า DNA ข้อมูลที่ถูกส่งต่อมาในลักษณะ ‘โยนหัวก้อย’ ถ้าเป็นสำนวนไทยคงประมาณ บุญทำ กรรมแต่ง ก่อเกิดเป็นความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ แต่ทราบหรือไม่ว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยี ทำให้เรามีสิทธ์เลือกได้มากขึ้น หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตให้ดีขึ้นได้
จุดเริ่มของเรื่องนี้ต้องเล่าย้อนไปเมื่อปี 2547 คุณหมอท่านหนึ่งเรียนจบปริญญาเอกจากอ๊อกซฟอร์ด กลับไทยมาเป็นอาจารย์สาขาวิชาโลหิตวิทยาและอองโคโลยี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คนในวงการตั้งสมญาว่า ‘หมอโลหิต’ เนื่องจากท่านเป็นผู้ชำนาญการพิเศษด้านโลหิตวิทยาชั้นแถวหน้าของไทยและมีค่า H index ถึง 55
และด้วยผลงานวิจัยด้านโลหิตวิทยากว่า 100 เรื่อง ที่ได้รับการยอมรับและตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำในต่างประเทศ ปี 2558 ศ.ดร.นพ.วิปร วิประกษิต ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ทางกุมารเวชศาสตร์อย่างเป็นทางการ และเป็นจุดเริ่มต้นของการผสานระหว่างองค์ความรู้ทางการแพทย์ระดับโมเลกุลกับ Biotech และ Innotech จนนำไปสู่รักษาและการปรับแต่งรูปแบบชีวิตด้วยข้อมูลยีนส์และดีเอ็นเอ
การผสานเสริมของการแพทย์ และนวัตกรรม
ศ.ดร.นพ.วิปร ยังคงมองหา Challenge ใหม่ๆ โดยต้องการให้งานวิจัยที่ทำสามารถนำไปใช้งานได้จริง จึงก่อตั้งบริษัท แอท-ยีนส์ จำกัด ต่อมาให้มีโอกาสรู้จักกับ คุณนัทธี อินต๊ะเสน ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง บริษัท พัลซ์ ไซเอนซ์ จำกัด นักนวัตกรรมและนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างห้องปลอดเชื้อในคลินิกการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) และต่อมาได้เป็น Strategic Partner ที่สำคัญของ แอท-ยีนส์ ทำงานร่วมกันโดยใช้ know how จากการวิจัยมาแตกแขนงออกมาเป็นบริการในรูปของการตรวจข้อมูล และการวินิจฉัย
โดยภาพรวม ธุรกิจของแอท-ยีนส์ คือ การขายข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์ โดยการตรวจ DNA และหากย้อนไปเมื่อ 7 ปีตอนเริ่มต้นธุรกิจ ที่ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ และถ้าเปรียบแอท-ยีนส์เป็นนักบิน บจก.พัลซ์ ไซเอนซ์ ของคุณนัทธีก็เปรียบเหมือนผู้จัดหาเครื่องบิน โดยเข้ามาดูแลในเรื่องการทำห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ และทีมสนับสนุนนับเป็นการสปินออฟที่เหมาะเจาะพอดี
การแพทย์ที่รักษาด้วย ‘ข้อมูล’ ทำอะไรได้บ้าง ?
ศ.ดร.นพ.วิปร อธิบายว่า ถ้าเปรียบเทียบเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ คือทุกคนมีโค้ดอยู่ในตัวเอง หรือการถูกโปรแกรมมาว่าต้องทำอะไรบ้าง โค้ดจะอยู่ในชุดข้อมูลที่เรียกว่า DNA โดยธรรมชาติส่งต่อจากพ่อแม่อย่างละครึ่ง
ขณะที่เทคโนโลยีด้านการแพทย์ที่กำลังเป็นเทรนด์ทั่วโลกขณะนี้ เรียกว่า Molecular medicine คือการรักษาแบบแม่นยำและจำเพาะโดยอาศัย ‘ข้อมูลทางพันธุกรรม’ หรือ ‘ข้อมูลในระดับโมเลกุล’ มาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค หรือความเสี่ยงในการเกิดโรคโดยการหาลำดับเบสของดีเอ็นเอ (DNA sequencing) ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Next-Generation Sequencing ซึ่งเป็นข้อมูลจีโนม (Genome) และเอ็กโซม (Exome)
ข้อมูลเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกใช้อย่างไร สำหรับแอท-ยีนส์ ใช้ข้อมูลนี้ช่วยในการวินิจฉัยโรคให้แม่นยำมากขึ้น โดยการตรวจทำให้รู้เลยว่าแบบเป็นโรคอะไร หรือแม้แต่มีความเสี่ยงจะเกิดโรคอะไรในอนาคต
รู้ความเสี่ยงก่อนเป็นโรค ...ชีวิตก็ออกแบบได้
ดังนั้น ธุรกิจของแอท-ยีนส์ไม่ใช่การตรวจเชื้อโรค แต่เป็นการตรวจข้อมูลพันธุกรรมเพื่อการวินิจฉัย ป้องกัน หรือรักษาโรค เป็นโปรแกรมออกแบบและดูแลสุขภาพได้ตรงจุดกับความเสี่ยงที่แต่ละคนมี พอรู้ว่าจะเกิดความเสี่ยงใดในอนาคต ก็สามารถแก้ไขโค้ดได้ รวมทั้งยังมีบริการตรวจความเสี่ยงในการแพ้ยา ความเสี่ยงในการเกิดอัลไซเมอร์ สมองเสื่อม การเกิดมะเร็งชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นบริการที่แอท-ยีนส์ ให้ได้
“ที่ผ่านมา มีโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งซื้อบริการเขาเราไปใช้ในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วย หรือลูกค้าที่ต้องการรับบริการตรวจหาความเสี่ยงจากการเกิดโรคซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้ารายได้สูงเป็นหลัก”
มดลูกเทียม และการเพาะเชื้อตัวอ่อน
อีกบริการหนึ่งที่เป็นบริการสำคัญของแอท-ยีนส์ คือ การตรวจพันธุกรรมตั้งแต่ก่อนเป็นมนุษย์ โดยการตรวจตัวอ่อน ปกติหญิงชายอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ช่วงวัยรุ่น ขณะที่คนปัจจุบันนี้แต่งงานและมีลูกช้า ทำให้เกิดปัญหามีลูกยาก และเด็กอาจมีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ที่ผ่านมีการแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการเจาะถุงน้ำคร่ำเพื่อดูโครโมโซมมีความผิดปกติหรือไม่ แต่วิธีการเจาะน้ำคร่ำซึ่งตัวอ่อนฝังตัวในมดลูกแล้ว และยังต้องรอผลตรวจอีกไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์
ขณะที่บริการของแอท-ยีนส์ มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า โดยใช้หลักการผสมเทียม นำตัวอ่อนที่แข็งแรงมาเพาะเลี้ยงระยะหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปผสมกับเชื้อไข่ในตู้มดลูกเทียมที่ออกแบบมาสำหรับเพาะเลี้ยงตัวอ่อนมนุษย์ (Embryo) มีรูปแบบการทำงานเหมือนมดลูก ผลงานรางวัล Innovation Award of The Year ปี 2563 จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA รางวัลทางด้านสิ่งประดิษฐ์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
คุณนัทธี ซีอีโอ พัลซ์ ไซเอนซ์ ผู้ออกแบบตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนมนุษย์ อธิบายว่า ตู้ปฏิบัติการระบบปิดควบคุมสภาพแวดล้อมสำหรับการผสมเทียมใต้กล้องจุลทรรศน์ หรือจะเรียกสั้นๆ ว่า ‘มดลูกเทียม’ ก็ได้ ทำหน้าที่เหมือนภายในมดลูก โดยติดตั้งกล้องจุลทรรศน์หัวกลับพร้อมชุดจุลหัตถการ (Micromanipulator) เพื่อทำการผสมเทียมนอกร่างกายไว้ภายในตู้ได้ สามารถจำลองสภาวะแวดล้อมเลียนแบบมดลูกได้ทั้งอุณหภูมิ ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจน
ตู้ออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานจริง จึงสามารถทำงานทุกขั้นตอนได้สะดวก ปฏิบัติงานได้นาน มีระบบลดการสั่นสะเทือนขณะปฏิบัติงาน มีช่องส่งของเข้า-ออกชนิด Interlock ป้องกันผลกระทบจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่แตกต่างกันขณะส่งตัวอย่างเข้า-ออก
ศ.ดร.นพ.วิปร อธิบายเสริมว่า หลังจากที่ได้ตัวอ่อนที่สมบูรณ์แข็งแรงมา จากนั้นจะใช่ฝังที่แม่อุ้มหรือแม่แท้ก็ได้ แอท-ยีนส์ เป็นบริษัทที่ทำการตรวจตัวอ่อนที่มีครบวงจร และมีประสิทธิภาพที่สุดในประเทศ
“จะเพศชาย หญิง ก็เลือกได้หมด แต่หลักการสำคัญเราไม่ได้ตั้งใจจะเลือกเพศ แต่เราต้องการจะเลือกทารกที่สมบูรณ์ที่สุด”
ดันไทยศูนย์กลางการทำ IVF
ศ.ดร.นพ.วิปร กล่าวอีกว่า ช่วงก่อนเกิดโควิด ธุรกิจด้านการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) เติบโตดีมากเป็น Medical Hub ของการทำ IVF โดยแต่ละปีมีลูกค้ามาทำที่ แอท-ยีนส์ประมาณ 3-4 หมื่นคู่ต่อปี และกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นคนจีน
“ธุรกิจ IVF ในประเทศไทยเรียกได้ว่าน่าจะเป็นหนึ่งในสามของอันดับโลก ลูกค้าหนึ่งรายมีค่าใช้จ่ายต่อการทำ 1 Cycle หรือการกระตุ้นให้มีไข่ตกหนึ่งรอบมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท”
ด้วยเหตุนี้ทำให้ประมาณได้ว่าในแต่ละปี ประเทศไทยมีรายได้เข้าประเทศจากกลุ่มคู่รักชาวจีนกว่า 3 หมื่นล้านบาท และไม่ใช่ว่าทุกคนที่มาทำ Cycle เดียวแล้วจะสำเร็จ อาจมีทำซ้ำ เพราะฉะนั้นมองว่ามูลค่าตลาดมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี และหากนับรวมตลอดซัพพลายเชนที่เป็นโรงพยาบาล สถานพยาบาล คลินิกต่างๆ มูลค่าตลาดนี้มีมากกว่าแสนล้านบาทต่อปี
“ลูกค้าเป็นกลุ่มรายได้สูง และกระจายรายได้ไม่เพียงแค่ด้านการแพทย์ แต่ยังครอบคลุม Supply Chain ที่มีอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเยอะมาก เป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศอีกมาก”
รู้ข้อมูลมนุษย์ อนาคตที่ทำให้ทุกคนสุขภาพดี
ปัจจุบันเรื่องการตรวจ DNA หรือการตรวจข้อมูลพันธุกรรมประชากรมีการริเริ่มทำในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป เด็กที่คลอดออกมาใหม่จะมีการตรวจยีนส์และเก็บข้อมูลไว้ทั้งหมด สำหรับในประเทศไทย แม้จะเริ่มมีบ้างแต่ยังจำกัดเฉพาะกลุ่มบุคคล
ขณะเดียวกัน ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ศ.ดร.นพ.วิปร สนใจกับการอัพเกรดตัวเอง เลยเพิ่มบริการที่เกี่ยวข้องกับ Stem Cell เข้าไปด้วย ทำให้ปัจจุบันธุรกิจของแอท-ยีนส์ ไม่เพียงแต่การขายข้อมูลมนุษย์ และยังเสนอทางเลือกให้กับคนที่มาใช้บริการด้วย
อย่างไรก็ตาม คุณหมอเน้นย้ำว่า ปัจจัยพันธุกรรมเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการเรียนรู้ ยังมีเรื่องระบบอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง และความสามารถต่างๆ ของมนุษย์เป็นเรื่องนามธรรม พันธุกรรมจึงเป็นแค่ส่วนเดียว ลูกหมอก็ไม่ใช่ว่าต้องเป็นหมอทุกคน
สร้างห้องแลบตรวจหาเชื้อโควิด 19
ขณะที่สถานการณ์ช่วงการระบาดของเชื้อโควิด 19 ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้แอท-ยีนส์ เป็นที่รู้จักในสังคมทั่วไปมากขึ้น และนับเป็นจุด Turning Point ครั้งสำคัญ ซึ่งอย่างที่อธิบายก่อนหน้านี้ว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ของแอท-ยีนส์เป็นคนจีน ด้วยเหตุนี้ภายใต้ปัจจัยดังกล่าว ศ.ดร.นพ.วิปร จึงต้องระดมสมองจากทีมนวัตกรรม มาสร้างห้องแลบตรวจหาเชื้อโควิด 19 โดยใช้เทคโนโลยีเดียวกับการตรวจ DNA และต้องใช้ห้องแลบที่พิเศษมากๆ
และแน่ตอนว่าต้องเป็นการทำงานร่วมกับ Strategic Partner คือ คุณนัทธี ซีอีโอ พัลซ์ ไซเอนซ์ ที่ร่วมกันออกแบบห้องแลบ Biosafety ที่มีมีระบบการจัดการจะสูงกว่าระดับที่ทำในโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งไม่เพียงแต่การตรวจหาที่แม่นยำ ว่าเชื้อเป็นสายพันธุ์ชนิดใด แต่ยังมีความปลอดภัยสูงต่อผู้ใช้ อันเนื่องจากห้องแลบดังกล่าวเกิดจากการระดมสมองระหว่างหมอที่เป็นผู้ปฏิบัติงานจริงและนักนวัตกรรม
ปัจจุบันเป็นห้องแล็บต้นแบบของหลายๆ ที่ และต่อมาก็มีการต่อยอดจนเป็นรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย และรถปฏิบัติการตรวจเชื้อแบบเคลื่อนที่ ที่ออกตรวจโควิดนอกพื้นที่ และยังเป็นรถประราชทานอีกด้วย และดูเหมือนโควิด 19 ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งการคิดค้นและหานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อออกแบบชีวิตคนให้ง่ายและดีขึ้น
จะเห็นว่าทั้งธุรกิจของคุณหมอวิปร และคุณนัทธีต่างมุ่งใช้จุดแข็งที่มีเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ และยังยืนยันได้ถึงความสามารถของแพทย์ไทย และนักวิทยาศาสตร์ของไทยที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การทำธุรกิจอย่างจริงจัง และสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมทั้งการผลักดันสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของไทยสร้างรายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของทั้งสองธุรกิจได้ที่ :
http://www.atgenes.com/
http://pulsescience.co.th/
https://www.facebook.com/atgenes.th/






