ประพิม ช่วงไสว / นักวิชาการอิสระ / [email protected]
สถานการณ์ราคาหมูที่ขยับตัวสูงขึ้นในตอนนี้ เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามกลไกตลาดที่ว่าด้วยเรื่องของ "ดีมานด์และซัพพลาย" เป็นหลัก เช่นเดียวกันกับราคาสินค้าเกษตรตัวอื่นๆ ที่มีขึ้นลงตามความสมดุลของปริมาณผลผลิตของสินค้า และความต้องการบริโภคในช่วงเวลานั้นๆ
การปรับตัวขึ้นของราคาหมูในช่วงนี้ ก็มีสาเหตุสำคัญจากการบริโภคในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวหลังจากมีการคลายล็อคดาวน์ ร้านอาหารเปิดตัวมากขึ้น กิจการเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึง การเปิดเทอม และยังมีความต้องการจากต่างประเทศ เป็นโอกาสที่ดี ขยายตลาดหมูไทยสู่ตลาดโลก ซึ่งมองว่าปัจจัยเหล่านี้จะช่วยหนุนให้อุตสาหกรรมหมูเติบโตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
แต่ถึงอย่างไร จากการที่เห็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ราคาสินค้าปศุสัตว์ของภาครัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรง ที่พยายามใช้กลไกราคาสินค้า ไม่ปล่อยให้ราคาปรับตัวตามธรรมชาติ โดยการควบคุมราคาผู้บริโภคดูเหมือนจะได้ราคาสินค้าที่เป็นธรรม สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ไม่มองปัญหาอย่างรอบด้าน พุ่งเป้าที่จะจบปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้า ต้องการเห็นผลระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะกลางและระยะยาว
สาเหตุอีกประการที่ทำให้ราคาหมูสูงขึ้น คือ การระบาดของโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือโรค ASF ที่สร้างความเสียหายที่รุนแรงกับวงการหมูทั่วโลก หมูติดเชื้อตาย 100% โดยเฉพาะ จีนถูกโรคระบาดตัวนี้ตั้งแต่สิงหาคมปี 2561 ระบาดเกือบทุกมณฑลที่มีหมูเลี้ยงทำให้หมูหายไปจากจีนร้อยละ 50 ของหมูทั้งหมดในจีนที่เคยผลิตได้ปีละ 440 ล้านตัว แถมยังลุกลามไปถึงเวียดนาม เกาหลีใต้ กัมพูชา เพราะการระบาดแพร่ไปได้ง่ายเพียงมีเชื้อติดไปกับรถขนส่ง หรือหมูกินอาหารที่มีเชื้อแฝงอยู่ เพราะความร้อนทำลายเชื้อไม่ได้
ส่วนประเทศไทย โชคดีที่กรมปศุสัตว์มีมาตรการเข้มงวด ในการนำเข้าสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรทุกชนิด และเกษตรกรกว่า 2 แสนรายลุกขึ้นป้องกันอย่างเข้มแข็งตลอดปี 2562 ที่ผ่านมา ทำให้ในขณะนี้ ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคที่ปลอดโรค ASF จึงทำให้หมูไทย เนื้อหอม เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ กลายเป็นโอกาสที่จะให้ผู้เลี้ยงรายย่อยได้ฟื้นตัวจากที่ต้องขาดทุนมาตลอด 3 ปี จากราคาตกต่ำ
การคุมราคาสินค้า ไม่เพียงจะบอนไซคนเลี้ยงหมูที่แบกภาระต้นทุนการผลิตจนต้องหยุดกิจการลงเมื่อราคาสินค้าต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ทำให้รายเล็กๆ เจ๊งไปต่อไม่ได้ สุดท้ายจะเหลือมีคนเลี้ยงหมูรอดอยู่ไม่กี่ราย และวงการหมูไทยจะกลายเป็นการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เต็มที่
ขณะที่ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่มีส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีโดยไม่เข้ามาแทรกแซงหรือควบคุมราคา เมื่อสินค้าราคาสูงขึ้น มีกำไร ก็มีผู้เข้ามาผลิตสินค้าชนิดนั้นมากขึ้น จะทำให้ราคาสินค้าปรับตัวลดลงเข้าสู่ระดับดุลยภาพ และกระตุ้นให้ผู้ผลิตเกิดการแข่งขันด้านคุณภาพ เพิ่มมูลค่าสินค้า รวมถึงการแสวงหาตลาดใหม่ๆ ส่งผลดีต่อผู้บริโภคได้ทานเนื้อหมูราคาไม่แพง และผู้ผลิตมีกำลังผลิตอาหารต่อไป ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ไก่เนื้อ ซึ่งเป็นสินค้าปศุสัตว์เศรษฐกิจที่ทำรายได้เข้าประเทศไทยปีละกว่าแสนล้านบาท
ในขณะนี้ แม้จะผ่านช่วงโควิด-19 คนไทยยังสามารถทานไก่เนื้อในราคาที่ไม่สูง คนเลี้ยงพอมีกำไรต่อทุนทำธุรกิจต่อ เพราะราคาในประเทศมีเสถียรภาพ ด้วยอานิสงส์ที่มีผู้ผลิตไก่อยู่ในวงการมากราย เป็นสินค้าที่มีตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าแปรรูป ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ การเพาะปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ จนถึงแรงงานที่อยู่กระบวนการผลิต ภาคการขายและการตลาดอีกมากมายสร้างการแข่งขันที่สมบูรณ์ หนุนให้วงการไก่เนื้อขับเคลื่อนพัฒนาขีดความสามารถอย่างต่อเนื่อง
ผิดกับ หมูไทย ที่หลายคนต่างมุ่งหวังที่ปั้นให้เป็นสินค้าปศุสัตว์ดาวรุ่ง มาช่วยทำรายได้เข้าประเทศ เช่นเดียวกับ "ไก่เนื้อ" แต่พอราคาหมูในประเทศเริ่มขยับตัวขึ้นบ้าง หรือพอจะมีโอกาสได้ส่งออกมีตลาดใหม่ๆ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงบ้าง กลับถูกควบคุมและจำกัดโอกาสดีๆ ของหมูไทยลงเสียก่อน แทนที่จะฉวยเป็นโอกาสดีๆ แบบนี้ในการขับเคลื่อนวงการหมูของไทยให้เติบโต ยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าสู่สากลเหมือนกับไก่เนื้อ
ที่สำคัญการแทรกแซงตลาดไม่ปล่อยเสรี ล้วนจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีในระยะยาว ทำให้กลไกราคาบิดเบือน ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง การแข่งขันไม่มี ผู้ผลิตย่อมไม่มีแรงจูงใจในการเลี้ยงหรือขยายการผลิตเพราะตลาดถูกจำกัด นำไปสู่ความไม่สมดุลทางการผลิตที่มีเสถียรภาพปีไหนราคาดีคนเลี้ยงเยอะ พอมาอีกปีราคาหมูหล่นคนผลิตก็หาย เป็นปัญหาวนไปแก้กันไม่จบสิ้น
หากต้องการให้หมูเหมือนไก่ คงต้องคิดใหม่ทำใหม่ ปล่อยให้ราคาหมูปรับตัวขึ้นบ้าง ดึงดูดให้ผู้เลี้ยงรายใหม่ๆเข้ามาช่วยกันพัฒนาสินค้าในตลาดมากขึ้น เชื่อได้ว่าราคาสินค้าย่อมลดลง ผู้บริโภคอยู่ได้ ผู้ผลิตก็ไปต่อได้ ช่วยผลักดันให้หมูไทยเติบโตเป็นอนาคตสินค้าปศุสัตว์ที่มีมูลค่าให้เศรษฐกิจประเทศในระยะยาว เหมือนกับไก่เนื้อทำได้./






