“ในโลกใบนี้ผู้คนต่างอยู่ในความทุกข์กันค่อนข้างเยอะ พระก็ทุกข์แบบพระ คนรวยก็ทุกข์แบบคนรวย คนจนก็ทุกข์แบบคนจน คนสวยก็ทุกข์แบบคนสวย..
..ด้วยเหตุนี้เองพระพุทธเจ้าจึงตัดสินใจออกบวชเพื่อหาวิธีที่จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว” เป็นคำบรรยายธรรมตอนหนึ่งของพระครูสังฆรักษ์ศักดา สุนทโร วัดธรรมพิมุข (ไร่ป่า) จ.ตราด หัวข้อ "ค้นหาสุขในทุกข์ที่มี" ในโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” จัดโดย บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทย
พระนักเทศน์ท่านนี้ได้หยิบยกประเด็นที่มีคนถกเถียงกันว่า เมื่อกลับมาเกิดใหม่ก็รวย สวย หล่อ แต่ถามว่าคนรวย คนสวย คนหล่อทุกข์ไหมก็ทุกข์อยู่ดี พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นว่าแม้จะกลับมาสมบูรณ์ขนาดไหนก็ยังมีทุกข์ซ่อนอยู่ จึงมีคำว่า “สัพเพสัตตา” สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์
จะเห็นได้ว่าความทุกข์มีอยู่ในคนทุกคน แต่จะค้นหาสุขได้อย่างไรต่างหาก มีเรื่องเล่ากันว่าพญามาร 3 ตน กำลังนั่งคุยกันว่าจะเอาความสุขของคนไปซ่อนไว้ที่ไหนดี คนจะได้หาไม่เจอ มารตนที่ 1 บอกว่า เอาไปซ่อนไว้ยอดเขาดีกว่า คนหาไม่เจอแน่นอนเลย ตนที่ 2 บอกไม่ได้ๆ เพราะวันเสาร์ วันอาทิตย์ คนชอบไปปีนเขาขึ้นดอยไปหาความสุขกัน เดี๋ยวจะไปเจอความสุขที่เราซ่อนไว้
อีกตนหนึ่งบอก เอาความสุขไปซ่อนไว้ใต้ทะเลในแนวปะการังก็แล้วกัน มันรกๆ แต่ก็มีเสียงแย้งว่าไม่ได้ๆ เสาร์อาทิตย์คนชอบไปดำน้ำดูปะการัง เดี๋ยวไปเจอ
ตนที่ 3 บอกถ้าเช่นนั้นไปซ่อนไว้ในที่ๆ มนุษย์ไม่ค่อยไปดีกว่า เดี๋ยวไปซ่อนไว้ที่ใจมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่ค่อยดูใจตัวเอง แต่ชอบไปดูคนอื่นมากกว่า
เรื่องนี้เป็นการอุปมาที่เห็นชัดว่าคนไม่ค่อยหลับตาดูใจตัวเอง และมักหนีความทุกข์ไปที่โน่น หนีความทุกข์ไปที่นั่น พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นตรงนี้จึงบอกว่าไปแก้ข้างนอกไม่ได้ ต้องเริ่มต้นมาดูจิต แล้วค้นหาต้นตอมันให้เจอ พระองค์เลยล้างบางกิเลสได้เป็นท่านแรก เรียกว่ารื้อถอนกิเลสจนกระทั่งหมดสิ้นเลย
สำหรับความทุกข์หลัก 4 เรื่อง ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น โดยความเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่มีความทุกข์อย่างหนึ่งที่นอกเหนือจากนี้ คือทุกข์ที่ใจ ถ้าเริ่มต้นมามองใจก็จะเริ่มเห็นทุกข์ แต่ถ้าไม่มองที่ใจของตัวเองไปมองที่คนอื่นจะมองไม่เห็นชัดมากนัก
ทั้งนี้ในแต่ละวันทุกคนต่างมีกิจวัตร ซึ่งสามารถทำได้สร้างได้ อย่างน้อยที่สุดให้มีการภาวนาทุกวัน ยืนก็รู้ตัว นั่งก็รู้ตัว นอนก็รู้ตัว รวมถึงการสวดมนต์และต้องแปลให้ได้ พยายามสวดให้ถูกทำนองและให้ถูกธรรมเนียม ซึ่งการทำกิจวัตรประจำวันไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ หรือนั่งสมาธิ จะทำให้ใจของเราอยู่กับบุญตลอดเวลา
“ความสุขในแต่ละวันให้ไปดูที่จิตว่าจิตเกิดการปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน การทำบุญก็เพื่อฝึกให้มันจบไปๆ จะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ เมื่อจิตมันจบบ่อยๆ จิตก็ไม่ไปเริ่มสร้างภพสร้างชาติ โอกาสที่จะไปสู่นิพพานมันก็ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่จบ มันก็ยึด ก็ถือ ก็มั่น อยู่อย่างนั้น ในแต่ละวัน ขอให้สละออกทุกวันๆ”
พระครูสังฆรักษ์ศักดาอธิบายอีกว่า จิตของคนเรานั่นแหละที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อปล่อยให้จิตไปคลุกอยู่กับเรื่องอกุศลมากเกินไป ถึงกายและวาจาจะไม่ได้ทำ แต่ถ้าจิตเศร้าหมองก็จะไปสู่ทุคติภูมิ หากจิตไม่เศร้าหมองก็จะไปสู่สุคติภูมิ
พร้อมกันนี้ได้ยกตัวอย่างคำกล่าวของไวยาวัจกรผู้หนึ่งที่ว่า”คนไปวัดจะไปนรก คนตกปลาจะไปสวรรค์” เพราะแม้คนไปวัดแต่งชุดขาวไหว้พระสวดมนต์ แต่สายตาก็เหลือบมองคนข้างวัดที่ตกปลาและคิดไปว่าคนๆ นั้นชั่วเลว ตัวเองดีกว่า ขณะที่คนตกปลาเองขอบคุณและชื่นชมคนสวดมนต์ในวัด แต่ที่ตกปลาเพราะไม่รู้จะทำอาชีพอะไรและจะนำปลาพวกนี้ไปเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ แบบนี้ถามว่าใครคือคนที่จะไปนรก ซึ่งจิตเป็นเรื่องสำคัญมาก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มโนกรรมแรงและเร็วกว่ากรรมอย่างอื่น
ความทุกข์ของคน ทุกข์ใหญ่ที่สุดคือ ไม่สามารถจะข่มจิตให้อยู่กับปัจจุบันได้ หลักสำคัญคือ ถ้าสามารถจะมีกิจวัตรจนทำให้จิตของเราอยู่กับปัจจุบันให้ได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง พึงมีจิตอยู่กับปัจจุบัน อดีตก็ผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่มา
พระครูสังฆรักษ์ศักดายังได้สอนวิธีคิดแบบง่ายๆ เพื่อหาความสุขในทุกข์ที่มี “อย่างเช่นใครถีบเราตกบันไดกลิ้งลงไปข้างล่างๆ ก็แค่ลุกขึ้นมานั่ง แล้วชี้ไปที่คนข้างบน ฉันถึงข้างล่างก่อนแก มันก็หาสุขในทุกข์ที่มีได้ ถ้าคิดแบบนี้ดูแบบไร้สาระ แต่ถ้าทำได้จริงมันก็เป็นสุขจริงๆ”
สำหรับผู้ที่สนใจข้อคิดดี ๆ แบบนี้ สามารถเข้ารับฟังธรรมบรรยายกับโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ได้ที่อาคารซีพี ทาวเวอร์ ชั้น 11 ถนนสีลม ทุกวันศุกร์ เวลา 12.00 – 13.30น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น









