วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

บดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผงาดสู่แนวหน้าของวงการอสังหาฯ

พัฒนาโครงการทั้งหมดรวม 12 โครงการ ปัจจุบันเรียลแอสเสทไต่ระดับโครงการมาจนเข้าสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในระดับลักซัวรี่

บดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เล่าถึงความเป็นมาของบริษัทว่า จากจุดเริ่มต้นในปี 2011 จนถึงปัจจุบันเรียลแอสเสทสามารถพัฒนาโครงการทั้งหมดรวม 12 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 17,000 ล้านบาท ถือว่าบริษัท มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ด้วยระยะดำเนินการเพียงแค่ 8 ปี  จากจุดเริ่มต้นที่เป็นโครงการแรกคือ โฮม ออฟฟิศ อยู่แถวบางนาจนถึงปัจจุบันเรียลแอสเสทไต่ระดับโครงการมาจนเข้าสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในระดับลักซัวรี่ถึง 2 โครงการด้วยกัน   คือ โครงการ LAVIQ Sukhumvit 57 (ลาวีค สุขุมวิท 57 ) และ AESTIQ Thonglor (เอสทีค ทองหล่อ)   ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆนี้  ซึ่งผลตอบรับที่ได้ค่อนข้างดีเกินคาด  โดยโครงการลาวีค เราเปิดขายในปี 2016 จนถึงปัจจุบันขายไปแล้วเกือบ 70%  กระแสค่อนข้างดี เพราะตอนนั้นเราก็เข้าไปในเวลาที่ราคาตลาดค่อนข้างถูกเฉลี่ยราคาเริ่มต้นในการขายเพียง 240,000 ต่อตารางเมตร  ซึ่งในขณะที่ตลาดลักซัวรี่ตอนนั้นราคาอยู่ที่สองแสนกลางๆ จนถึงสามแสนกว่าบาทต่อตารางเมตร

จุดเด่นของโครงการเรียลแอสเสท ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ

เราพัฒนาโครงการโดยใช้ทีมวิจัยศึกษาตลาดและสร้างความแตกต่างให้กับทุกๆโครงการของเรา แน่นอนมันคงหนีไม่พ้นจุดท้าทายที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง สิ่งสำคัญคือ เราต้องกล้าสร้างความแตกต่าง เกาะติดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและตามกระแสให้ทัน รวมถึงพฤติกรรมลูกค้าหลายๆอย่างๆที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อย่างปัจจุบันเราจะเห็นสื่อออนไลน์เริ่มเข้ามามีอิทธิพลค่อนข้างเยอะ คอนเทนต์ต้องดึงดูด มีความน่าสนใจมากขึ้น จากเดิมที่เน้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวบ้านเป็นหลัก ปัจจุบันลูกค้าไม่ได้สนใจรูปแบบนั้นแล้ว เราต้องหาทางปรับคอนเทนต์ให้เชื่อมเข้าหาลูกค้าได้ตลอดเวลา และต้องให้ความสำคัญกับทุกๆรายละเอียดเพื่อจะสื่อสารให้ลูกค้าสัมผัสให้ได้ว่าเราใส่ใจในทุกขั้นตอนและคุณภาพ เราต้องการสื่อสารถึงความจริงใจของเราต่อลูกค้า  นั่นคือคุณค่าที่เราคือ Real Asset

 ถ้าถามว่าโครงการ LAVIQ สร้างความแตกต่างได้อย่างไรที่เป็นรูปธรรม อย่างเช่น เรานำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์หรู ของ Fendi Casa จากประเทศอิตาลี มาใช้ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการฯ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ เป็น Super Brand Name ที่มีคุณภาพและมีราคาสูง  ตรงนี้คิดว่าไม่ใช่โครงการระดับลักชัวรี่ทุกโครงการจะให้สิ่งเหล่านี้กับลูกค้าได้ นอกจากนั้นจุดเด่นของโครงการอีกอย่างหนึ่งคือ การดีไซน์ของตัวตึก สิ่งอำนวยความสะดวกและการใช้งานต่างๆ อาทิ การนำ Concierge Service เข้ามาใช้ด้วย เพื่อยกระดับการบริการให้ลูกบ้านได้ใช้ชีวิตอย่างง่ายดายและสะดวกมากขึ้น

บทบาทการสื่อสารการตลาด และการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าของบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด

 เราพยายามใช้สื่อต่างๆให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกด้าน  โดยเน้นการสื่อสารด้าน Branding ให้มากขึ้น  ถ้าสังเกตจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าโครงการแรกๆ รวมไปถึง LAVIQ (ลาวีค) ลูกค้าก็ยังไม่ได้รู้จักแบรนด์ของ Real Asset มากนักในระยะ 1-2 ปีแรก เราจึงพยายามดึงความโดดเด่นหลายๆด้าน  ไม่ว่าจะเป็น Marketing หรือ Event ที่เราจัด เราพยายามทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ของ Real Asset ให้มากยิ่งขึ้น ล่าสุดโครงการ  AESTIQ Thonglor   เราจัดทริปเดินทางไปทัศนศึกษาที่สหรัฐอเมริกากับพวก Blogger ทำเป็น Marketing event  และ PR โครงการไปในตัว ซึ่งอันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เราก็เห็นว่า Developer หลายรายไปดูงานสร้างแรงบันดาลใจ แต่คงไม่มี Developer รายใดกล้าลงทุนไปไกลถึงสหรัฐอเมริกา โดยแต่ละทริปจะใช้เวลาประมาณ 5 วัน ไปหลายๆ ที่รวมถึง New York  ด้วย สุดท้ายก็กลับมาสื่อถึงคุณค่าและแกนหลักที่เรานำมาพัฒนาโครงการ  AESTIQ ได้อย่างลงตัว

 เรามองว่าโครงการ  AESTIQ ของเรา มี 5 แกนหลักที่ใช้ในการพัฒนาโครงการ ตัวอย่างเช่น “ธรรมชาติ” เราไปที่นั่นเพื่อสร้างคอนเทนต์ให้มันโดดเด่นจริงๆ เราพาทุกคนไปดูที่ Central Park และเราก็สื่อกลับมาว่าธรรมชาติจริงๆที่เราอยากให้คนในเมืองได้สัมผัสเป็นประมาณไหน  นอกจากนี้เรายังพาไปที่ Time Square เพื่อไปดู Night life  มันต้องเป็นอย่างไร โดดเด่นอย่างไร   ภาพลักษณ์การสื่อสารออกไป อย่างที่บอกบริษัทเราไม่ได้อยู่มานาน แต่ก็คิดว่าในไม่กี่ปีเราก็เป็นบริษัทที่ไฟแรง อยากสื่อออกไปให้ทุกคนเห็นถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กล้าคิด และทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป นี่คือภาพที่เราอยากจะสื่อสารออกไป

ภาพรวมของ “เรียลแอสเสท ” และการวางแนวทางพัฒนาในอนาคต

 บริษัทเราถ้ายึดถือตัวโมเดลการเติบโต ก็คงไม่ได้รุกหนักเท่ากับเจ้าอื่นๆที่เปิดขึ้นปีละหลายๆโครงการ  เราอยากจะให้มันจริงใจและสร้างโปรดักส์ที่ตอบโจทย์และเป็นโปรดักส์ที่ดีให้กับลูกค้า  ตอนที่เราเริ่มขาย Laviq ปี 2016 เราใช้เวลาเกือบสองปีที่จะหาที่ดินใหม่ และพัฒนาโครงการใหม่ให้เป็น  AESTIQ ได้ อีกโครงการแนวราบ ที่เพิ่งเปิดตัวในเร็วๆนี้ ชื่อว่า Sense สายไหม 56   นี่ก็เป็นสองโครงการที่เราเปิดปีนี้ และคิดว่าทั้งสองโครงการเป็นโปรดักส์ที่เราใส่ใจ สร้างความแตกต่างได้  อย่างที่บอกในทุกๆโครงการเราต้องการฉีกกฎและทำอะไรใหม่ๆตลอดเวลาอันนี้ก็น่าจะเป็นแผนของเราใน 5 ปีข้างหน้า เราน่าจะมีโปรดักส์ที่น่าจะครอบคลุม ไปถึงกลุ่มลูกค้าทุกๆ กลุ่ม และเน้นโปรดักส์ทุกแบบ จะเห็นว่าเราก็จะมีตั้งแต่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม  โฮมออฟฟิศ และก็รวมไปถึงคอนโดมิเนียม และจะเกือบทุกๆ segment แล้วด้วย  ฉะนั้นกลยุทธ์ของเราก็คงไม่มีอะไรมาก นอกจากเน้นย้ำและชูโรงพวกโปรดักส์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เป็นที่รู้จักและพัฒนาปรับปรุงเพิ่มระดับคุณภาพ ซึ่งจะช่วยลดเวลาที่การพัฒนาโครงการในอนาคตและสามารถต่อยอดอะไรที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น

การพัฒนาโครงการของเรียลแอสเสท เน้นทำเลที่โดดเด่น

ปัจจุบันยังคงหนีไม่พ้น กรุงเทพฯและปริมณฑล โลเคชั่นจริงๆ ของเราจะเน้นไปที่ทางเหนือของกรุงเทพ และโซนบางนา กิ่งแก้ว เรามีที่ดินกิ่งแก้วที่ค่อนข้างใหญ่ ที่จะอยู่กับเราไปอีกหลายปี ซึ่งน่าจะเป็นทิศทางโลเคชั่นของเรา คิดว่าตอนเหนือโซนสายไหม จตุรโชติ ดอนเมืองและ โซนพระรามเก้า ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ เป็นแหล่งงานที่คาดว่าน่าจะเจริญเติบโตได้อีก รวมถึงการเปิดเฟสใหม่ของสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ผมเองก็เป็นคนแถวบางนาก็จะเห็นการเจริญเติบโตแถวนั้นค่อนข้างเยอะ สองทำเลนี้ก็จะเป็นทำเลที่เราเน้นอยู่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในโซนบางนาเราก็มีหมดไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว โฮมออฟฟิศ ทาวน์โฮม  เราก็ยังคงเน้นทิศตะวันออกและทิศเหนือเป็นหลัก

ทิศทางอสังหาฯ ของไทยในสายตาของบดินทร์ธร

ต้องยอมรับว่าแนวโน้มตลาดปี 20119 นี้ อาจจะไม่บูมมากนัก และยังคงมีการแข่งขันสูง รวมถึงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ค่อนข้างเยอะ ยิ่งตอนนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องมาตรการของแบงก์ชาติที่กำหนดการควบคุมสินเชื่อ (LTV) ของผู้กู้รายใหม่ ผู้กู้ที่ซื้อบ้านที่ต้องผ่อนชำระ 10-30% สมมุติลูกค้าอยากซื้อคอนโดฯ 3 ล้านแต่ว่าเป็นบ้านหลังที่สองต้องมีเงินผ่อน 20% เท่ากับว่าต้องมี 600,000 บาท ซึ่งผมคิดว่ามันก็ค่อนข้างลำบาก ค่อนข้างยากที่ผู้ซื้อ segment ระดับนี้ จะมีกำลังซื้อถึงขนาดนี้ มาตรการตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่เราต้องมีการปรับแผนการใหม่ในปี นี้  รวมถึงกลยุทธ์ที่เราอยากจะวัด เราจะเห็นว่าทุกๆเจ้าจะมีการระบายสต็อค ลดราคา ผมคิดว่าที่เราต้องทำ ก็ต้องมองภาพใหญ่ว่าเราจะเปลี่ยนยังไง เช่น ตลาดเช่า อาจจะบูม เราอาจจะเน้นสร้างทีมตลาดเช่า หรือไปเน้น ทำ service apartment ดีไหม น่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางเราที่เราอาจจะพิจารณา นอกจากนี้ต้องหา demand  ใหม่ๆ ถ้าเรามี partnership ก็น่าจะต่อยอดในแนวทางการทำธุรกิจช่วยลดความเสี่ยง และมีฐานลูกค้าใหม่ๆ เราต้องมองภาพลูกค้าในระดับภูมิภาค และตลาดโลก หลักๆ ตอนนี้มีญี่ปุ่นและสิงคโปร์ แน่นอนว่าญี่ปุ่นคุ้นชินกับตลาดในไทย  เราจะเห็นว่าหลายๆเจ้ามีการเข้ามาลงทุนบ้างแล้ว และคิดว่าทั้งสองประเทศนี้การทำงานและวัฒนธรรมต่างๆและการสื่อสาร ยังพอเป็นไปได้ง่าย และเข้าใจกันได้มากขึ้น รวมถึง Developer ต่างก็มีประสบการณ์มา นอกจากทุนที่เราจะเอามาลดความเสี่ยงเรายังสามารถได้แนวทางอะไรใหม่ๆ ตลาดใหม่ ๆ น่าจะสามารถลดความเสี่ยงได้ในปีนี้

โครงการที่น่าสนใจของ เรียลแอสเสท

โครงการคอนโดมิเนี่ยมใหม่  AESTIQ Thonglor และอีกโครงการแนวราบ ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆนี้มีชื่อว่า Sense สายไหม 56  ทั้งสองโครงการเป็นโปรดักส์ที่เราใส่ใจ สร้างความแตกต่างได้  ซึ่งโครงการ  AESTIQ  แปลว่า ความสุนทรียภาพ บวกกับความเป็นเอกลักษณ์  เราต้องการฉีกกฎการใช้ชีวิตแบบคนรุ่นใหม่ โครงการนี้เราได้ใส่ Private lift และ  Automatic parking และ Luxury car service ที่เรามองว่าจะเป็น Tesla มาไว้ให้เป็นส่วนกลาง ให้ลูกค้าสามารถจองและขับได้ น่าจะเป็นที่เดียวในทองหล่อ  ราคาโครงการนี้ก็เป็นราคาที่แข่งขันในทองหล่อ และมีเพียง 203 ยูนิต เป็นโครงการที่มีความเป็นส่วนตัวและรวมถึงการออกแบบที่โดดเด่น  ส่วนอีกโครงการก็คือ Sense สายไหม 56  เป็นบ้านแนวคิดใหม่ ราคา 4-6 ล้าน โดยโครงการนี้เราเน้นพื้นที่ส่วนกลางค่อนข้างเยอะ ดีไซน์คอนเซปมาจากนกกระจาบ ที่เป็นนกที่มีความพิถีพิถัน และใส่ใจ และนอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เราร่วมกับศิลปิน คือสิงโต นำโชค ที่มาเป็นดีไซน์อาร์ตติสร่วมกับทีมของเรา ตั้งแต่ออกแบบดีไซน์ฟังชั่นต่างๆในห้องรวมถึงการตกแต่งบ้านตัวอย่างให้เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย