ว่ากันว่า “รอยยิ้ม” หากปรากฏบนใบหน้าใคร มักสะท้อนถึงใจของคนนั้นที่กำลังมีความสุข “ดี”
ดังนั้น พ่อแม่บ้านไหน ใครๆ ต่างก็อยากให้ลูกหลานบ้านเรายิ้มหัวเราะอย่างมีความสุข ไม่เว้นแม้แต่ ดินแดนปักษ์ใต้บ้านเราอย่างพัทลุง ด้วยโครงการดีๆ ที่ชื่อ “พื้นที่นี้ดีจัง พัทลุงยิ้ม”
“เงินปันผล” สร้างรอยยิ้ม
“เดิมเด็กๆจะไม่ค่อยมีพื้นที่ในการทำกิจกรรม แต่เมื่อมีการจัดพัทลุงยิ้ม เด็กๆ ได้ขยับมาอยู่ข้างหน้าในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งคนที่เข้าร่วมมีตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงอาชีวะ เด็กได้รู้จักและสื่อสารกันเอง ผ่านกระบวนการร่วมกันทำคนทุกช่วงวัยใน จ.พัทลุง ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุจึงล้วนมีรอยยิ้่ม เพราะการทำกิจกรรมทุกอย่างมีความสุขร่วมกัน”
เตือนใจ สิทธิบุรี หนึ่งในผู้ก่อตั้งงานพื้นที่สร้างสรรค์พัทลุงยิ้ม เล่าถึงเส้นทางสร้างยิ้มให้กับเด็กๆ และเยาวชนใน “พัทลุง” ผ่านกิจกรรม “พื้นที่นี้ดีจัง พัทลุงยิ้ม” ว่าเป็นความตั้งใจที่เกิดจากต้องการให้เด็กได้มีกิจกรรมทางเลือก ด้วยการเริ่มจากทุนในชุมชนที่มีอยู่ แล้วชวนเด็กและเยาวชนภายในชุมชนที่บ้านเกาะทัง ต.นาโหนด อ.เมือง จ.พัทลุงมาทำกิจกรรมร่วมกัน
เหตุเกิดจากความอยากเห็นรอยยิ้มของลูกหลานในพื้นที่ ทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านเกาะทัง หันมาสร้าง “พื้นที่ดีๆ” ที่ได้ขยับขยายพื้นที่ส่งต่อขบวนการผลิตรอยยิ้มให้เบ่งบานในใจคนทั้งจังหวัดวันนี้
เตือนใจย้อนความทรงจำไปยี่สิบปีก่อน วันที่กิจกรรมเริ่มต้นครั้งแรกในชื่องาน “สวนยางยิ้ม” เมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นงานเล็กๆ ของชุมชนที่เกิดจากน้ำใจของสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนทุกคน ที่เต็มใจไม่ขอรับกำไรปันผล ถึง 2 ปี แต่ยินดีที่จะนำเงินตรงนั้นมาใช้เป็นทุนกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่
“ปีแรกเริ่มจากการจัดกิจกรรมในสวนยางและสวนผลไม้ เนื่องจากเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน ปรากฎว่ามีเด็กเข้าร่วมกว่า 100 คน เป็นการสะท้อนว่าแท้จริงแล้วเด็กๆ ต้องการพื้นที่ในการทำกิจกรรม”
รู้จักปักใต้บ้านเรา ผ่านคำขวัญ
หลังความสำเร็จปีแรก ในการจัดงานปีที่ 2 ก็ขยายจากกิจกรรมเล็กๆ ใต้ต้นยาง ก็ถูกต่อยอดเป็น “ค่ายเด็กและเยาวชน” ที่จัดกัน 1 คืน 2 วัน
กิจกรรมสำคัญครั้งนี้คือกระบวนการส่งเสริมให้เยาวชน “รักบ้านเกิด” ผ่านแนวคิดใหม่ ที่เป้าหมายคือสร้างความตระหนักให้เด็กนาโหนดซึมซับและภาคภูมิในคุณค่าของสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในบ้านตนเอง คณะทำงานฯ ให้เด็กๆ ได้ลงพื้นที่ชุมชน เข้าไปสัมผัส เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน ผ่านคำขวัญของตำบลนาโหนด เช่น ข้าวเล็บนก และเขาหลักโค ทั้งยังขยายกลุ่มเป้าหมายจากกิจกรรมของเด็ก สู่การเชิญชวนคนทั้งชุมชนเข้ามาทำกิจกรรมร่วม เช่น ชวนคนมาขุดลอกคลองในชุมชน หลังจากที่มีการปล่อยปละละเลยมานานกว่า 30-40 ปี ปรากฎว่า กิจกรรมครั้งนั้นมีคนมาร่วมนับพันคน
ต่อมา ปี 2548 ที่ทางสมาชิกชุมชนเกิดไอเดียอยากนำเสนอโครงการ “สำรับอาหารจากผักพื้นบ้าน” ไปยังสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ก็ทำให้ค้นพบจุดบกพร่องของโครงการที่นำเสนอว่า ดูจะมุ่งเน้นที่ไปกิจกรรมของ “ผู้ใหญ่” มากกว่า และละเลยคนสำคัญอย่าง “เด็กและเยาวชน” ไป
ทางคณะทำงานฯ จึงปรับเปลี่ยนแนวคิดกิจกรรมใหม่ ขยายกิจกรรมในชุมชนอีกหลากหลาย อาทิ ชวนเด็กในชุมชนมาร่วมโครงการ “ปิดเทอม เปิดตา เปิดใจกับขนมพื้นบ้าน” โดยให้เด็กๆ ชวนผู้ใหญ่ประกอบอาหารไม่ใส่ผงชูรส งดหวาน มัน เค็ม ไปถวายทำบุญเลี้ยงเพลแด่พระสงฆ์ 4 วัด และเมื่อพระฉันอาหารเสร็จ พ่อแม่ก็เปิดปิ่นโตวางเรียงแล้วให้เด็กเลือก ว่าอยากจะรู้จักและทำอาหารชนิดไหน เพื่อไปเรียนทำอาหารจากผู้ใหญ่ และเมื่อถึงวันพระต่อไปก็จะนำอาหารฝีมือเด็กๆ ทำมานั่งชิมร่วมกันอย่างสนุกครึกครื้น
การจัดกิจกรรมห้องสมุดใต้ถุนบ้าน คือการสร้างพื้นที่ให้เด็กได้มาอ่านหนังสือ ทำการบ้านหรือทำกิจกรรมอื่นๆในตอนเย็นหรือช่วงปิดเทอม เป็นต้น
“เด็ก” ก็อยากออกแบบยิ้มเอง
ผลจากการที่เด็กๆ มีโอกาสและมีส่วนร่วมมากขึ้น พวกเขาก็เริ่มอยากร่วมออกแบบกิจกรรมเองบ้าง จึงเสนอไอเดียว่าน่าขยายไปจัดร่วมกับเด็กและเยาวชนพื้นที่อื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้น จึงได้เกิดเป็นยิ้มสัญจรและเครือข่ายพัทลุงยิ้มทั้งจังหวัดพัทลุง
เตือนใจ กล่าวว่า พัทลุงยิ้ม ตอบโจทย์ 3 ดี ของสสส. คือ 1.พื้นที่ดี โดยทุกชุมชนล้วนมีเรื่องราวดีๆที่จะให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และสร้างความเข้าใจกันและกันในชุมชนมากขึ้น อาทิ บางพื้นที่มีการอยู่ร่วมกันของคนต่างศาสนา เมื่อได้ผ่านการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน การใช้ชีวิตในชุมชนจึงเป็นอย่างเข้าใจ 2.ภูมิดี เมื่อเด็กได้ทำกิจกรรมลงชุมชน ได้เดินสำรวจภายในชุมชน จึงได้เรียนรู้ภูมิปัญญาดีๆจากผู้หลักผู้ใหญ่ในแต่ละชุมชนแล้วนำมาต่อยอด และ3.สื่อดี เมื่อเด็กได้ผ่านกระบวนการทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง นับเป็นการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ย่อมจะทำให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจ ในการเลือกใช้สื่อและจัดการกับสื่อต่างๆที่เข้ามารายล้อมได้อย่างเหมาะสม
วรวลัญธ์ ไชยบัณฑิต เจ้าของหนึ่งรอยยิ้มจากพัทลุง และตัวแทนเครือข่ายเยาวชนพื้นที่นี้ดีจัง “พัทลุงยิ้ม” วัย 17 ปี เล่าถึงมุมมองและความคิดของเด็กๆ ในพื้นที่ว่า การขับเคลื่อนกิจกรรมนี้เกิดจากการที่เด็กและเยาวชนต้องการพื้นที่สร้างสรรค์ที่จะได้ประสบการณ์จริงจากการเรียนรู้ทั้งในและนอกชุมชนของตนเอง ทำให้เด็กและเยาวชนได้มีการพัฒนาศักยภาพตนเอง จับกลุ่มสร้างสรรค์และแบ่งพื้นที่ชุมชน เพื่อนำเสนอเรื่องราวของตนเองและชุมชน อีกทั้ง เด็กได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ปกครองและผู้สูงอายุลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนชุมชน ใช้ความรู้ภูมิปัญญาที่ตัวเองมีถ่ายทอดในการพัฒนาเด็ก
“จากนั้นเรายังขยายจากชุมชนตนเองไปหาเพื่อนเพื่อเรียนรู้ในชุมชนอื่นๆ ผ่านการจัด ยิ้มสัญจรกลายเป็นเครือข่ายทั้งจังหวัด ก่อนจัดเป็นงานพัทลุงยิ้ม ซึ่งเป็นงานที่เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการทำงานเป็นอาสาสมัคร ใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือพัฒนาให้เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความรู้และแสดงออกถึงความกระตือรือร้นมีจิตสำนึกสาธารณะ” วรวลัญธ์กล่าว
พัทลุงกับวัน “ปล่อยให้ผีเสื้อโบยบิน”
ขณะที่ กู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ในฐานประธานเปิดงาน “พัทลุงยิ้มปีที่5” กล่าวถึงความตั้งใจของการจัดงานปีนี้ ซึ่งมีชื่อตอนว่า “ปล่อยผีเสื้อให้โบยบิน” เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งแน่นอนงานพัทลุงยิ้มเป็นต้นแบบที่ทำให้เกิดกิจกรรมที่เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน และผู้สูงอายุเป็นต้นแบบ กลายเป็นพื้นที่ที่เด็กได้สร้างสรรค์นำมาสู่การสร้างสุขในพื้นที่ ทั้งเปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวิตเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงให้พัทลุงน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ในอนาคตจึงอยากเห็นกิจกรรม “ยิ้ม”เกิดขึ้นครบทั้ง 11 อำเภอของ จ.พัทลุง
“ชื่องานในปีนี้ตอนปล่อยผีเสื้อให้โบยบิน อาจเป็นเพราะผีเสื้อมีช่วงชีวิตที่สั้น สวยงาม น่ารัก อิสระ เปรียบเหมือนช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นที่สั้นนิดเดียว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทะนุถนอมช่วงวัยเหล่านี้ให้มีการเรียนรู้ ในพื้นที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ เพื่อเติบโตต่อไปอย่างมีศักยภาพ เพราะฉะนั้นเราจะยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วยกันทั้งจังหวัด”
ด้าน มัทนา ถนอมพันธ์ หอมลออ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนกระบวนการและปัจจัยแวดล้อมด้านระบบสื่อเพื่อสุขภาวะ ที่เชื่อมโยงและเสริมพลังเครือข่าย รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในท้องถิ่น เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดเป้าหมายร่วมในการสร้างระบบนิเวศสื่อเพื่อสุขภาวะ โดยใช้กระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมพลังผ่านยุทธศาสตร์ 3 ดี คือ สื่อดี พื้นที่ดี และภูมิดี จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
“กระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชนให้มี ทักษะเท่าทันสื่อ ความรอบรู้ทางสุขภาพ และความตื่นรู้ทางปัญญา เกิดกระบวนการพัฒนาเยาวชนแกนนำภาคีเครือข่ายให้เป็นนักสื่อสารสุขภาวะที่มีศักยภาพในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ และใช้สื่อเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายระดับ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการต่อยอดและขยายผลให้พื้นที่สร้างสรรค์มีความยั่งยืนเพื่อเป็นปัจจัยแวดล้อมในการสร้างเสริมสุขภาวะ ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์เด็กและเยาวชน กว่า 45 จังหวัด”มัทนากล่าว
แม้เป็นเพียงเวลา 1 วันในการจัด “พื้นที่นี้ ดีจัง เยาวชนพัทลุงยิ้มปีที่ 5 ตอน ปล่อยผีเสื้อให้โบยบิน” ที่ให้เด็กและเยาวชนทั่วทั้งจังหวัดพัทลุงและพื้นที่ใกล้เคียงได้มารวมตัวกัน เพื่อนำเสนอผลงานของแต่ละเครือข่าย แต่ในทุกช่วงเวลาได้มีการดำเนินกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ภายในชุมชนตนเองมาอย่างต่อเนื่องและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนภายใต้กิจกรรม “ยิ้มสัญจร” ในนามเครือข่าย “พัทลุงยิ้ม”
ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ ก็คือต้นเหตุรอยยิ้มของกลุ่มเด็กๆ และเยาวชนที่สว่างไสวใน “พื้นที่นี้ดีจัง” จังหวัดพัทลุง กิจกรรมพวกเขา “สุข” เต็มอิ่มกับเรื่องดีๆ ในบ้านตนเอง ผ่านพลังความร่วมใจของพ่อแม่พี่น้องและทุกคนในชุมชน






