-
ข่าวคนดังที่ปลิดชีวิตตัวเอง ด้วยมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากภาวะซึมเศร้ากำลังปรากฏให้เห็นถี่มากขึ้นในพื้นที่สื่อทั่วโลก กระแสข่าวเหล่านี้อาจกำลังเป็นข้อบ่งชี้ว่า โลกเรากำลังเผชิญกับปัญหาความเจ็บป่วยทางจิตใจหนักหนาไม่แพ้ปัญหาสุขภาพกาย
สำทับด้วยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกที่คาดการณ์ว่า วินาทีนี้ทั่วโลกกำลังมีคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าไม่น้อยกว่า 350 ล้านคน ที่สำคัญตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนคาดว่าภายในปี 2030 โรคซึมเศร้าจะกลายเป็นโรคที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นอันดับ 1 แซงหน้าโรคยอดฮิตอย่างมะเร็งและหัวใจ
ท่ามกลางกระแสตื่นตัวของสังคมที่พยายามหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ยังมีข้อน่าสังเกตที่เล็กมาก จนหลายคนมองไม่เห็น หรือไม่ได้สนใจที่จะหันไปมอง นั่นคือ ตัวเลขสถิติโรคซึมเศร้าเกิดขึ้นในเพศหญิงมากกว่าชาย
โดยจากหลักฐานทางวิชาการที่กรมสุขภาพจิตได้สำรวจความชุกโรคซึมเศร้าประเทศไทยปี 2551 ในกลุ่มคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 19,000 ราย ได้ข้อสรุปว่าเพศหญิงเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าชายถึง 1.6-1.7 เท่า
สอดคล้องกับรายงานผลการวิจัยเรื่อง “เพศหญิงหรือความเป็นหญิง...จึงนำมาสู่การเป็นโรคซึมเศร้า” โดย รศ.ดร. สมพร รุ่งเรืองกลกิจ ศิริพร จิรวัฒน์กุล ธรณินทร์ กองสุข และคณะทำงาน ที่มีการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 57 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2555) ที่ช่วยตอกย้ำว่า แม้จะยังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์จากการศึกษาในสังคมไทย แต่ก็มีหลักฐานจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า “เพศภาวะ” (gender) ที่สังคมกำหนดว่าเพศหญิงและเพศชายควรมีบทบาทและพฤติกรรมที่เหมาะสมอย่างไรนั้น มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตของบุคคลไม่น้อยเลย
เหลื่อมล้ำนำไปสู่...ซึมเศร้า
เช่นเดียวกับที่องค์การอนามัยโลกเคยระบุว่า มีหลักฐานจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า เพศภาวะ (gender) ที่สังคม กำหนด “คุณค่า” และ “บทบาท” ของเพศหญิงและชาย อิทธิพลต่อสุขภาพจิตของบุคคล
ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องยอมรับแล้วหรือยังว่า การที่ในมุมมองสังคมไทย ได้กำหนด “คุณค่า” ให้หญิงไทยต้องมีพฤติกรรมที่เหมาะสมและอยู่ในกรอบอันดีงาม คือดาบสองคมที่เป็นที่มาของปัญหาสุขภาพจิตในเพศหญิงโดยไม่รู้ตัว
ในผลการศึกษาในงานวิจัยของ รศ.ดร.สมพร ได้ระบุว่าทั้งผู้ให้ข้อมูลหลักและข้อมูลรองมีความเห็นตรงกันว่า ความเป็นหญิงภายใต้การปฏิบัติตัวตามบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า และมีแก่นสาระที่ค้นพบ ประกอบด้วย 5 ประเด็น คือ เหล้าและมีผู้หญิงเป็นธรรมดาสำหรับผู้ชาย ความรับผิดชอบต่อ ครอบครัวไม่มีเวลาหยุด เป็นความผูกพันแม่-ลูก ตัดใจไม่ได้ และผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน
“เรื่องนี้เพศสรีระ (Sex) ไม่ได้เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือ เพศภาวะหรือเพศสภาพ (Gender) ต่างหาก”
รศ.ดร.สมพร รุ่งเรืองกลกิจ เปิดประเด็นตีแผ่ถึงชุดความเชื่อในสังคมไทย ที่กำลังเกี่ยวพันกับที่มาของโรคซึมเศร้า ซึ่งการเจาะลึกเรื่องนี้ อาจทำให้เราช่วยค้นหาคำตอบหรือทางเลือกใหม่ของการเยียวยาปัญหาโรคซึมเศร้าที่กำลังเป็นภัย...
จากประสบการณ์ทำงานในด้านนี้มาต่อเนื่อง รศ.ดร.สมพร ตอบคำถามถึงเหตุผลที่เป็นโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่นั้นเกิดผู้หญิง เพราะเกิดจาก “ปัญหาความรุนแรง” ซึ่งแน่นอนว่า “เพศหญิง” คือผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านนี้มากกว่าชาย โดยเฉพาะการถูกทำร้ายจิตใจ ที่เธอบอกว่าเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้หญิงค่อนข้างเยอะ
“ถ้าเราพูดถึงผู้หญิง สังคมมองและเรียกร้องโดยอัตโนมัติ ว่าผู้หญิงต้องเป็นผู้ตาม ทำงานบ้าน ดูแลคนเจ็บป่วย”
รศ.ดร.สมพรให้เหตุผลต่อว่า หากสืบสาวยิ่งลึกลงไป ก็จะพบว่า “ต้นตอ” ของปัญหา คือผลผลิตที่เกิดจากพื้นฐานของสังคม “ชายเป็นใหญ่” ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกปลูกฝังพฤติกรรมสังคมรูปแบบนี้ โดยไม่รู้ตัว
“ผู้ชายมักมีทัศนคติว่า ผู้หญิงเป็นสมบัติของครอบครัว ของสามีไม่ว่าจะเป็นชนชั้นไหน ดังนั้น บทบาทของผู้หญิงตั้งแต่อดีตมาเนิ่นนาน ตลอดจนถึงทุกวันนี้ คือ การถูกปิดกั้น “โอกาส” ไม่ว่าจะเป็น โอกาสเรียนหนังสือในกลุ่มยากจน โอกาสที่จะสามารถแสดงออกความรู้สึกหรือความทุกข์ของตัวเอง หรือการแสดงออกความรุนแรง ก็ต้องควบคุมตัวเอง”
รศ.ดร.สมพร เล่าถึงผลการศึกษาต่อว่า หากเป็นผู้หญิงที่มีครอบครัว ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ ปัญหาในชีวิตคู่ เพราะแม้ว่าผู้หญิงยุคนี้คือที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่กลับมาก็ยังต้องทำงานในบ้าน ฉะนั้นผู้หญิงจึงมีความเครียดเรื้อรังให้แบกรับ จนบางคนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ส่วนผู้ชายบางครั้งยังมีโอกาสหลังเลิกงานไปเที่ยว กินเหล้า สังสรรค์กับเพื่อนได้
ขณะที่ในกลุ่มผู้หญิงโสด ก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีไปกว่ากัน เพราะสังคมไทยกดดันความกตัญญูลูกชายกับลูกสาวไม่เหมือนกัน ลูกผู้ชายแสดงถึงความกตัญญูด้วยการบวช แต่ลูกสาวต้องดูแลพ่อแม่
“เวลาพ่อแม่ป่วย ลองคิดดูว่า ระหว่างลูกสาวกับลูกชาย ใครจะถูกออกจากงาน หรือต้องรับผิดชอบการดูแลพ่อแม่ ยิ่งยุคนี้เราสามารถยื้อความตาย มีพ่อแม่หลายคนที่เป็นคนป่วยติดเตียงทำให้ลูกผู้หญิงอาจเสียโอกาสหลายอย่างในชีวิต เพราะต้องดูแลพ่อแม่”
“นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ผู้หญิงต้องแบกรับคือความรุนแรงในครอบครัวทุกรูปแบบ” เธอรีบเสริมข้อมูลต่อเนื่อง
“ซึ่งความรุนแรงในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการทำร้ายร่างกาย แต่ยังรวมถึงการถูกทำร้ายจิตใจ การนอกใจของสามีหรือคู่ชีวิต การที่ผู้ชายออกไปใช้ชีวิตข้างนอก หรือการที่ผู้หญิงไม่ได้มีอิสระเท่า กระทั่งใครที่อยากจะเลิก หรือเวลาเกิดการหย่าร้าง สังคมส่วนใหญ่ตั้งคำถามกับผู้หญิงก่อนผู้ชาย ถูกตำหนิว่าทำตัวไม่ดี ทั้งที่ผู้ชายมีเมียน้อย หรือทำร้ายร่างกาย ผู้หญิงบางคนไม่สามารถบอกใครได้ เพราะไม่อยากให้พ่อแม่เสียใจ ผู้หญิงเป็นฝ่ายที่ต้องรักษาสถานภาพครอบครัว รักษาหน้า จะเลิกก็ไม่ได้ เพราะทุกคนจะคอยบอก เดี๋ยวลูกจะมีปัญหา หรือผู้ชายบางคนเพิกเฉยไม่สนใจ ก็เป็นความรุนแรงประเภทหนึ่งเหมือนกัน”
แต่ที่สำคัญผู้หญิงหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องยอม นั่นเพราะเราถูกสังคมและครอบครัวสอนมาแบบนี้”
“ซึ่งเราไม่ได้มองเป็นเหตุผลทั้งหมด แต่เป็นส่วนหนึ่ง เพราะบางครั้งต่อให้ไม่มีคนบอก ผู้หญิงก็รู้สึกผิดเอง เพราะมันกลายเป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในหัวไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่เขาไม่รู้ตัว บางคนจึงไม่รู้เลยว่าเขากำลังได้รับความรุนแรง แล้วเรื่องแบบนี้กินยาอย่างเดียวจะหายได้? หรือมาบอกให้เขาคิดบวก แล้วเขาจะไปคิดบวกได้ยังไง ในเมื่อเขายังเผชิญความทุกข์จากการถูกกระทำความรุนแรงตลอด”
จน เครียด ซึมเศร้า
แม้จะบอกว่าปัญหาเรื่องนี้มีทุกชนชั้น แต่หากเป็นกลุ่มผู้หญิงระดับฐานล่างของปิรามิดในสังคม กลับยิ่งประสบความบอบช้ำมากขึ้น ด้วยมีตัวแปรที่เข้าเสริมนั่นคือเรื่อง “ความยากจน” เป็นปัญหาหลัก และเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่วังวนแห่งความทุกข์ที่ต้องแบกรับไม่สิ้นสุด จากความที่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจด้วยรายได้สามี
“ปัจจุบันเราทำงานกับกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ผู้หญิงกลุ่มนี้ ไม่ค่อยมีความรู้ ตัวเองจึงไม่มีโอกาสได้ทำงานดีๆ มากนักหรือไม่ก็ต้องเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ส่วนสามีเป็นผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้วันละ 300 บาท หรือผู้มีรายได้น้อย แต่ในฐานะภรรยาผู้มีหน้าที่ดูแลและจัดการครอบครัว เธอจะต้องบริหารทุกอย่างให้ราบรื่น โดยที่อาจไม่เคยได้รับเงินเต็มจำนวน นั่นเพราะผู้ชายมีอิสระในการใช้เงิน เขาจะหักเงินใช้ส่วนตัวก่อน อาจเพื่อนำไปกินเหล้า เล่นการพนัน หรือใช้เพื่อผ่อนคลาย โดยให้เหตุผลว่า ก็ชั้นเหนื่อย ชั้นต้องหาความสุขให้กับตัวเองบ้าง แต่ผู้หญิงมีหน้าที่ในการต้องบริหารจัดการเงินที่เหลือตรงนั้นให้สำหรับครอบครัวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่าย ใช้หนี้สิน หาอะไรให้ลูกกิน”
รศ.ดร.สมพรบอกต่อว่า การที่คนเราเครียดเรื้อรังเช่นนี้ ประกอบกับการพักผ่อนน้อย ออกกำลังกายน้อย จนกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ จึงส่งผลทำให้สารสื่อประสาทไม่สมดุลนั่นเอง
หากเธอเศร้า เราจะรับฟัง
“โครงการนำร่องของเราเริ่มต้นที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี เพราะที่นี่เป็น Excellent Center of Depression และยังมีดำเนินการกับโรงพยาบาลเครือข่ายอีก 3 โรงพยาบาล โดยสิ่งแรกที่เราทำ คือให้ความรู้ด้านนี้แก่พยาบาล นักจิตสังคม นักสังคมสงเคราะห์ เพราะที่ผ่านมาในระบบการศึกษาด้านสุขภาพของประเทศไทยไม่เคยมีการเรียนเรื่องเพศภาวะ (Gender) มาก่อน เราจึงพยายามชี้ให้เห็นที่มาที่ไป ว่าทำไมถึงมีความไม่เท่าเทียม หรือถ้าใครก็ตามถ้าต้องประสบหรือมีชีวิตแบบผู้หญิงที่เรากำลังพูดถึงนี้ เขาก็ต้องมีอาการนี้ ทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง ซึ่งเราไม่ควรตีตราเขา แต่ต้องพยายามเข้าใจ สิ่งนี้จะเป็นฐานคิดสำคัญในการให้บริการเพื่อบำบัด ซึ่งหลังจากนั้นเราจึงเพิ่มด้วยทักษะการให้คำปรึกษาที่เรียกว่า “การฟังด้วยหัวใจ”
รศ.ดร.สมพรอธิบายต่อว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการพบว่า ในการบำบัดส่วนใหญ่ที่ผ่านมา มักไม่ค่อยมีใครฟังคนกลุ่มนี้ แม้แต่ผู้ให้การบำบัดรักษาหรือคนใกล้ชิดเองก็อาจไม่ค่อยให้ความสำคัญ ส่วนหนึ่งเพราะไม่เข้าใจนั่นเอง ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับทักษะการฟังเพื่อหากรอบ ในการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม หรือพยายามแนะแนวทางแก้ไข โดยไม่ได้เข้าใจถึงต้นตอของปัญหาของผู้รับบริการ
“แต่ของเราจะเป็นการฟังเขาให้เต็มที่ ยังไม่ต้องพูดแนะอะไร เพราะการฟังด้วยหัวใจ คือ “เราฟังเขาจริงๆ” และยังไม่ต้องตัดสิน และไม่ต้องเอากรอบความเป็น “ภรรยาที่ดี” ลูกสาวที่ดี มาวิเคราะห์ ซึ่งการที่มีคนฟังเราพูดด้วยหัวใจเพียงสิบนาที เราจะรู้สึกมีคนเห็นความสำคัญของเรา”
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังนำอีกทักษะสำคัญที่กระบวนการอื่นอาจไม่เคยใช้ นั่นคือกระบวนการ “บอกความจริง”
“เคยมีน้องนักศึกษาคนหนึ่งอยู่กับแฟน พบเรียนกลับมาต้องมาทำกับข้าวให้แฟนกิน ล้างจาน แต่ผู้ชายนอนเล่นเกม เพราะเขาถูกสอนมาว่าเมียที่ดีต้องทำทุกอย่าง แต่เราบอกเขาว่า เราจะบอกเขาเลยว่า “คุณกำลังถูกใช้ความรุนแรง” เราอธิบายว่าสิ่งนี้คือรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรง เพราะเขาทำให้น้องทุกข์ใจนะ และสิ่งที่เราจะบอกเขาต่อ คือผู้ชายไม่มีสิทธิ์ที่จะทำร้ายเราอย่างนี้ ทั้งร่างกายและจิตใจ และอีกสิทธิ์ของเขาคือ คุณต้องรักตัวเอง ฟังเสียงหัวใจตัวเองว่าต้องการอะไร
ซึ่งส่วนใหญ่ความรู้สึกแรกที่ได้ฟังคือทุกคนอึ้ง แต่มันทำให้เขาตื่น แต่ก่อนหน้านั้นเราต้องฟังเขาให้เสร็จแล้วเราจะค่อยๆ บอก เช่น บอกเขาว่าการที่สามีคุณมีคนอื่นแล้วทำให้คุณทุกข์ใจ เขากำลังทำร้ายจิตใจคุณ ซึ่งคนที่รักกันจะทำร้ายจิตใจกันหรือ? ดังนั้น กว่าจะผ่านจุดนี้ได้ ผู้ให้คำแนะนำจะต้องมาเรียนเรื่องนี้ก่อน เพราะโดยปกติคงไม่มีพยาบาลหรือใครกล้าที่จะพูดความจริง คือดิฉันว่า ส่วนใหญ่ผู้หญิงน่ะคิดนะแต่ไม่กล้าพูด ไม่ก็มักคิดว่าบอกคนอื่นไม่เข้าใจ แต่เราเน้นว่าไม่ใช่การตัดสินใจให้เขา แต่ช่วยให้เขาแค่รู้ข้อเท็จจริง”
เธอเล่าว่ามีหลายคนที่เข้าร่วมโครงการนี้ เริ่มจะมีเวลาของตัวเอง เขาหันมาออกกำลังกาย ทำอะไรที่เติมเต็มความสุขให้ตัวเอง เขาเลิกเป็นแม่ที่ต้องแบกรับการดูแลลูกและสามี เขาเปลี่ยนให้ทุกคนมีหน้าที่เท่ากัน
ความทุกข์ใจไม่ได้แยกเพศ
ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรเฉพาะกลุ่ม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ข้อมูลเสริมว่า จากหลายผลการวิจัยและการศึกษาในเรื่องเพศสภาพต่อเนื่อง พบว่าผู้หญิงไทยมีชีวิตยืนยาวกว่าผู้ชาย แต่มีคุณภาพชีวิตน้อยกว่า ซึ่ง สสส.และภาคีเครือข่าย พบว่ามีหลายสถิติที่ผู้หญิงไทยมีคุณภาพชีวิตน้อยกว่า ที่สำคัญผู้หญิงอยู่ในสภาวะซึมเศร้ามากกว่า
“การที่ สสส. ให้การสนับสนุนโครงการทางเลือกในการลดความซึมเศร้าในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นโครงการของ รศ.ดร.สมพรนี้ จังหวัดอุบลราชธานีและขอนแก่นนี้ขึ้น เพราะเราเองก็เริ่มมองว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถแก้ไขระดับรากของปัญหาได้ แต่ต้องมีกระบวนการเยียวยา ซึ่งจะมุ่งเน้นการทำงานเพื่อลดอัตราของผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าในพื้นที่ โดยใช้ชุมชนและกลไกในพื้นที่เป็นตัวจัดการ เพื่อแก้ปัญหาคนเป็นโรคซึมเศร้าในระดับชุมชน ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ สสส.อยากเสนอ เพราะเรามองว่ามีความสำคัญไม่แพ้ การปฏิบัติงานของกลุ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เข้าไปปฏิบัติงาน อีก เหตุผลสำคัญในการสนับสนุนโครงการดังกล่าวนี้ เพื่อพยายามหารูปแบบที่เป็นต้นแบบ ที่จะนำไปเป็นข้อเสนอในระดับนโยบายของประเทศ”
โดยจะนำปัญหาจากในพื้นที่ ไปจนถึงแนวทางการขับเคลื่อนการป้องกันและบำบัด ซึ่งจำเป็นต้องมีการบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการลดปัญหาระยะยาว รวมไปถึงการพัฒนากลไกและศักยภาพชุมชนควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร และใครที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถกำหนดปัญหาและแก้ไขกันเองในชุมชน
ภรณีเอ่ยต่อว่า อย่างไรก็ตาม สสส.ยังมองแนวทางการบำบัดนี้ ในกรณีกลุ่มผู้ชายที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วย
“เราไม่ปฏิเสธความรู้สึกของผู้ชาย เพราะผู้ชายมักจะบอกว่าตัวเองเครียด มากกว่าคำว่าเศร้า เนื่องจากผู้ชายเป็นเพศที่ถูกคาดหวังมากกว่าในสายตาของคนในสังคม ก็จะมีการแสดงออกอีกแบบ เช่นพฤติกรรมหงุดหงิด โกรธ โมโห พฤติกรรมรุนแรง ทำร้ายร่างกาย กินเหล้าหรือไปพึ่งพาสิ่งเสพย์ติด ก็เป็นการหลีกหนีความรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ ด้อยค่า”
แน่นอนว่าการนำเสนอมุมมองแบบเจาะลึกสังคมเช่นนี้ จะทำให้อีกฝ่ายที่โดนพาดพิงอดคิดไม่ได้ว่าตนเองกำลังตกเป็นจำเลยของปัญหาดังกล่าว เรื่องนี้ รศ.ดร.สมพรเอ่ยว่า
“มีผู้ชายบางคนเราอธิบายเรื่องนี้ ตอนแรกเขาจะรู้สึกว่าผู้ชายเป็นจำเลย แต่เราจะบอกว่าเราไม่ได้ว่าผู้ชายนะ แต่เราว่าระบบ เราเข้าใจว่าคุณเป็นแบบนี้เพราะถูกสอนมาเป็นแบบนี้ แต่เราให้โอกาส ถ้าคุณคิดว่าไม่ถูกต้องก็ต้องช่วยเราเปลี่ยนกัน” เธอเอ่ยทิ้งท้าย









