บอร์ด กพอ.จัดประชุมครั้งแรกภายใต้ พรบ.อีอีซี 2561 ดัน 5 โครงการสำคัญในพื้นที่พัฒนาภาคตะวันออก เร่งอู่ตะเภาขึ้นชั้นสนามบินชั้นนำแห่งเอเชีย
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก ที่มีการพิจารณาและรับทราบความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการต่างๆของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ภายใต้ พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกพ.ศ. 2561 ซึ่งมีมติเห็นชอบในการเปลี่ยนชื่อจาก “คณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ)” เป็น “คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)” และให้มีการเปลี่ยนชื่อสำนักงานจาก “สำนักงานคณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ)” เป็น “คณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)”
รวมทั้งใน พ.ร.บ. จะมีคณะกรรมการ กพอ. เพิ่มเป็น 28 คน จากเดิม ที่มี 18คน ซึ่งจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมบริหารจัดการภายใต้คณะกรรมการฯดังกล่าว พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ที่มี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ซึ่งจะมีการนำเสนอเพื่อขออนุมัติให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดต่างๆเพิ่ม เพื่อช่วยขับเคลื่อนในการพัฒนาโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายในที่ประชุมครั้งต่อไป
สำหรับความคืบหน้า 5 โครงการสำคัญในพื้นที่พัฒนาอีอีซีที่รัฐบาลเร่งผลักดันจะเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ประกอบด้วย 1.สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 2.ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา 3.รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (อู่ตะเภา สุวรรณภูมิ ดอนเมือง) 4. ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และ 5.ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 รวมวงเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 600,000 ล้านบาทคาดว่าจะเร่งรัดให้ได้ผู้ชนะการประมูลทั้ง 5 โครงการภายในปีนี้ หลังจากโครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เริ่มประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าลงทุน เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ที่ประชุม ยังได้รับทราบความคืบหน้าในการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออกและโครงการ ที่เกี่ยวข้องซึ่งในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีฯ ในฐานะประธาน กพอ. ได้เร่งรัดการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก ที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อให้เชื่อมโยงกับรถไฟความเร็วสูงให้แล้วเสร็จในปี2566 ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการขยายตัวของเมืองรอบข้างให้เป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนจะได้รับประโยชน์และจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ทั้งนี้ แผนการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออกที่จะพัฒนาไปสู่มหานครการบินภาคตะวันออกในระยะ 10 ปีจะเริ่มต้นการพัฒนาบริเวณรอบสนามบินอู่ตะเภาขนาด6,500 ไร่ แบ่งเป็น เขตชั้นในของมหานครการบินภาคตะวันออกพื้นที่โดยรอบรัศมี 10 กิโลเมตร และเขตชั้นนอกรัศมี 30 กิโลเมตร ประกอบด้วยโครงการต่างๆ มูลค่าการลงทุน รวม 2 แสนล้านบาทคาดว่าเดือนมิ.ย.นี้ จะออกแบบเสร็จ จากนั้นจะนำเสนอรัฐบาลพิจารณา และเปิดให้เอกชนร่วมทุน ตามพื้นที่ที่สนใจภายในไตรมาส 4 ปี 2561
สำหรับ แผนการพัฒนาโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงท่าอากาศยานอู่ตะเภา จะเปิดประมูลในเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งขณะนี้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จะใช้พื้นที่ 210 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 570 ไร่ สำหรับพื้นที่ที่เหลือจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดโอกาสให้เอกชนที่สนใจลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มีเอกชนแสดงความจำนง 4-5 ราย เช่น แอร์เอเชีย นักลงทุนอเมริกา และจีน เป็นต้น
“การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา มีเป้าหมายเพื่อที่จะยกระดับให้เป็นสนามบินชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย โดยมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนผู้โดยสารจาก 3.7ล้านคน เป็น 15 ล้านคน ในระยะเวลา 5ปี ซึ่ง 30 ล้านคนใน 10ปี และ เป็น60 ล้านคนใน 15 ปี ส่งผลให้สนามบินอู่ตะเภาสามารถเทียบเท่าสนามบินแห่งใหม่ของปักกิ่ง ประเทศจีนที่รองรับผู้โดยสารได้สูงถึง 100ล้านคนต่อปี หรือเทียบเท่าอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ของประเทศสิงค์โปร์” นายคณิศ กล่าว
อย่างไรก็ดี สำหรับความก้าวหน้าการพัฒนาเมืองใหม่อัจฉริยะน่าอยู่ในพื้นที่อีอีซีนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยจำเป็นต้องประกอบด้วย 6 ลักษณะ ได้แก่ 1.ชุมชนอัจฉริยะ 2.สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ 3.การคมนาคมขนส่งอัจฉริยะ 4.พลังงานอัจฉริยะ 5. เศรษฐกิจอัจฉริยะ และ6.การบริหารจัดการอัจฉริยะ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เตรียมแผนการเชิญชวนนักลงทุนทั่วโลก เพื่อให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยคณะกรรมการ กพอ. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้กำหนดประเทศเป้าหมาย ที่จะพบปะนักลงทุนของประเทศฝรั่งเศส ในช่วงเดือน มิ.ย. 2561 นี้ หลังจากนั้นจะเดินทางไปยังประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เพื่อประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าโครงการอีอีซี และการพัฒนามหานครการบินภาคตะวันออกอู่ตะเภา ให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีเพิ่มโดยคาดว่าในช่วง 5 ปี นับจากนี้ การลงทุนในพื้นที่อีอีซีจะมีการลงทุนรวมสูงถึง 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.376 ล้านล้านบาท









