ผุดสถานีกลางบางซื่อ (Bangsue Junction)ดันไทยศูนย์กลางอาเซียน - ร.ฟ.ท.ออกทีโออาร์ปีนี้ - เฟสแรกเปิดใช้ ปี 63
ผ่าแผนคมนาคมทำระบบรางสถานีกลางบางซื่อ ผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจอาเซียน รวมเม็ดเงินลงทุน 4 แสนล้านบาท บนเนื้อที่ 2,325 ไร่ เตรียมออกทีโออาร์ สิ้นปีตั้งเป้าเฟสแรกเปิดใช้ปี 2563 มีผู้โดยสารผ่านสถานีวันละ 1 แสนคน พัฒนากิจกรรมเชิงพาณิชยกรรมโยงระบบขนส่ง เชื่อมต่อแอร์พอร์ตลิงค์-รถไฟฟ้าสีน้ำเงิน-เขียว-ม่วง “อาคม” ให้เอกชนพัฒนาพื้นที่รอบสถานี การคมนาคมและระบบขนส่ง (logistics) มีความสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ไม่เพียงช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ยังยกระดับประเทศไปสู่เวทีโลก สถานีกลางบางซื่อ โครงการสำคัญ หัวใจของระบบรางกำลังก้าวสู่ฮับของอาเซียน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเล็งเห็นความสำคัญ จัดสัมมนา BANGKOK’s New Center สถานีกลางบางซื่อ : พลิกโฉมมหานครกรุงเทพ
โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และผู้ประกอบการจากภาคเอกชนรายใหญ่ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า แผน “Bangsue Junction ศูนย์กลางธุรกิจอาเซียน” กระทรวงคมนาคมจะพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางคมนาคมแห่งใหม่ของประเทศ ซึ่งจะก่อสร้างเสร็จในช่วงปลายปี 2562 เนื่องจากมีการเชื่อมต่อกับระบบขนส่ง 4 สาย ได้แก่ สถานีขนส่งหมอชิต สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน สถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียว แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ และรถไฟฟ้าสายสีม่วง
ซึ่งหากพัฒนาโครงการนี้แล้วเสร็จ คาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 5 เท่า ภายใน 10 ปี โดยมาจาก 136,000 คน/วัน ในปี 2565 เพิ่มเป็น 359,000 คน/วัน ในปี 2570 และเพิ่มเป็น 624,000 คน/วัน ในปี 2575 สถานีกลางบางซื่อ ตั้งภายในศูนย์คมนาคมพหลโยธิน จะพัฒนาสถานีควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี โดยหน่วยงานภาครัฐจะเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างระบบขนส่งมวลชนทางราง ภาคเอกชนจะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างต้นทุนที่ภาครัฐลงทุนกับผลกำไรจากการพัฒนาที่ดิน ตามที่รัฐชี้นำอย่างเหมาะสม และมีความสมดุลระหว่างแหล่งงานกับที่อยู่อาศัย โดยมีระบบรางเป็นศูนย์กลาง ในรัศมีชั้นในพัฒนาเป็นพื้นที่พาณิชยกรรม และพื้นที่ชั้นนอกเป็นที่อยู่อาศัย มีพื้นที่รวม 2,325 ไร่ การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อจะดำเนินการเป็น 3 ระยะ ใช้เวลา 15 ปี
โดยพิจารณาถึงความพร้อมในพื้นที่ และความคุ้มค่าของการลงทุน โดยในระยะที่ 1 (ภายในปี 2567) เป็นช่วงที่สถานีกลางบางซื่อเปิดให้บริการ จะเป็นช่วงการพัฒนาย่านการค้าและสำนักงานเป็นหลัก ระยะที่ 2 (ภายในปี 2572) เน้นการพัฒนาพื้นที่สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมบริษัทข้ามชาติ (ไมซ์) และย่านศูนย์การค้า และระยะที่ 3 (ภายในปี 2577) พัฒนาพื้นที่พาณิชยกรรมและพื้นที่อยู่อาศัยที่เหลือ นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า โครงการศูนย์คมนาคมพหลโยธิน และสถานีกลางบางซื่อ จะใช้เงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนอาคารสถานที่ ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
เช่น โรงไฟฟ้า ระบบราง ระบบโทรคมนาคมต่างๆ อีกประมาณ 2-3 แสนล้านบาท โดยในระยะแรก สถานีกลางบางซื่อ และบางส่วนของโซน A จะสร้างเสร็จในปลายปี 2562 พร้อมๆ กับรถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งจะออก ทีโออาร์ ได้ภายในปีนี้ มั่นใจว่าเหลือระยะเวลาอีกประมาณ 2 ปี จะสามารถก่อสร้างได้ทัน ซึ่งคาดว่าจะมีผู้โดยสารผ่านสถานีนี้วันละ 1 แสนคน ส่วนระบบขนส่งรองที่จะเชื่อมต่อบริเวณต่างๆ ในพื้นที่ อาจจะเป็นระบบ บีอาร์ที หรือโมโนเรล ก็ได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา รวมทั้งมีแผนที่จะตั้งบริษัทลูก เพื่อเข้ามาดูแลโครงการสถานีกลางบางซื่อโดยเฉพาะ เพื่อความสะดวกในการดำเนินงาน
นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เมื่อสถานีกลางบางซื่อเกิดขึ้น เพื่อเกิดความคล่องตัว ลดปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาเมือง ประเทศไทยควรต้องมี “บรรษัทพัฒนาเมือง” (Urban Development Corporation) ขึ้นมาเพื่อปลดล็อกกฎเกณฑ์การลงทุนเดิม โดยมีกฎหมายรองรับเหมือนต่างประเทศ เช่น ลอนดอนสามารถนำท่าเรือเก่ามาพัฒนาได้ เพราะบรรษัทของเขาซึ่งมีอำนาจนำที่ดินรัฐและเอกชนมาพัฒนา นอกเหนือเกณฑ์ผังเมืองปกติ เพราะถือเป็นพื้นที่พิเศษ บรรษัทดังกล่าวจะเป็นเจ้าภาพดูแลการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ในส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในโซนบางซื่อเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ใช่ด้วยสถานีกลางบางซื่อ แต่เป็นเพราะเส้นทางรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายรถไฟฟ้ายังสูง ทำให้คนที่มีสมาชิกครอบครัวหลายคนเลือกใช้รถยนต์เพราะคุ้มค่ากว่า และที่เห็นได้ชัดถึงการพัฒนาย่านใจกลางเมือง อย่างรัชดาภิเษก และพระราม 9 สาเหตุที่เป็นที่พูดถึงเพราะมีบริษัทรายใหญ่พัฒนาโครงการอยู่ต่อเนื่อง" “เราพูดถึงโตเกียวหรือโอซาก้า ที่ผู้คนเดินทางจากรอบนอกเข้ามา ทำให้พื้นที่อาศัยกับเชิงพาณิชย์ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน ความท้าทายคือการพัฒนาโดยรอบจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ความต่อเนื่องในการใช้ประโยชน์พื้นที่ ต้องมาสร้างระบบเชื่อมต่อภายในแปลงต่างๆ” นายพนมกล่าว
ดร.อาณัติ อาภาภิรม กรรมการ บริหาร และกรรมการบรรษัทภิบาล บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "การที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ ภาครัฐจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องระบบโครงสร้างสาธารณูปโภค โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า และทางเชื่อมไปยังพื้นที่ต่างๆ ของศูนย์คมนาคมพหลโยธิน และสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งจะต้องร่วมมือกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ในการปรับผังเมืองภายในกรุงเทพฯ ให้สอดคล้องกับศูนย์กลางคมนาคมแห่งนี้ เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด"
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากแต่ละโครงการใช้เงินลงทุนสูงมาก ดังนั้นจึงมองว่ารัฐบาลควรเดินตามอย่าง ฮ่องกง และญี่ปุ่น ที่เข้าไปพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้า เพื่อนำรายได้มาอุดหนุนโครงการรถไฟฟ้า เพื่อลดค่าโดยสารให้ต่ำลง แต่ทั้งนี้กฎหมายไทยยังไม่เอื้ออำนวยต่อแนวคิดดังกล่าว
นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "แสนสิริ สนใจโครงการสถานีกลางบางซื่อ หากก่อสร้างสำเร็จ จะสร้างความเจริญให้กับประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาเมืองจะเติบโตตามการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยพื้นที่กว่า 2 พันไร่ รวมสวนสาธารณะจตุจักรอีก 700 ไร่ มีความพร้อมในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์"
https://image.bangkokbiznews.com/image/kt/media/seminar/ADVER_Bangkok_New_Center_24_5_61.pdf









