ใกล้ช่วงเทศกาลวันครอบครัวปีนี้ อาจเป็นนิมิตหมายที่ดีกับการจะ “หย่าขาด” จากบางสิ่ง เพื่อคนบางคน
มาลองเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ด้วยวิธีที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่อยู่ “ใจ” ว่าถึงหรือเปล่า
สังคมสุขวันนี้ ขอนำเสนอข้อมูลการศึกษาของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่อยู่ในมือวันนี้ ที่ยังคงพบว่า มีคนที่ไม่สูบบุหรี่ได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่นสูงถึง ร้อยละ 72.6 หรือคิดเป็นประชากรจำนวนกว่า 34 ล้านคน ที่ได้รับควันบุหรี่จากผู้ที่สูบบุหรี่
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนเรื่องราวของ “บุหรี่มือสอง” หนึ่งในโศกนาฏกรรมที่หลายคนรู้ถึงผลกระทบกันดี
ว่าจากอนุภาคละอองไอสารเคมีเล็กๆที่เป็นพิษจากควันบุหรี่ที่ตกค้างในบ้าน แต่เราไม่เห็นว่าแท้จริง แล้วควันพิษดังกล่าวโบยบินไปเกาะติดอยู่ตามเส้นผม ผิวหนัง เสื้อผ้าของผู้สูบและวัสดุในบ้านที่สัมผัสโดยผู้สูบ และยังคงอยู่ได้นานหลายชั่วโมงแม้ว่าควันบุหรี่จะจางหายไปนานแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลยืนยันว่า 2 ใน 5 ของผู้สูบบุหรี่ มีการสูบบุหรี่ในบ้าน ที่สำคัญในจำนวนนี้ร้อยละ 27.8 สูบบุหรี่ในบ้านทุกวัน
แน่นอนว่างานนี้ “ทารก เด็กเล็ก และหญิงตั้งครรภ์” จึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุดในการรับพิษที่ก่อมะเร็ง
สูบบุหรี่มีแต่เสีย
พ.ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวในกิจกรรมสัมมนา “การหยุดทำร้ายครอบครัวด้วยบุหรี่” ว่า การสูบบุหรี่ส่งแต่ผลเสียให้ครอบครัว โดยหากมองในมุมเรื่องสุขภาพ จากปัญหาเรื่องบุหรี่มือที่สองและสาม ข้อสอง มองในเรื่องเศรษฐกิจครอบครัว การเอาเงินไปซื้อบุหรี่ถือเป็นความฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง ควรนำไปใช้อย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ โดยยกตัวอย่างการเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อบุหรี่เฉลี่ย 565 บาทต่อเดือนหรือ 6,780 บาทต่อปี และจากการสำรวจค่าใช้จ่ายครัวเรือน ปี 2560 พบว่า ค่าใช้จ่ายในการบริโภคบุหรี่เพิ่มขึ้นจาก 12,759 ล้านบาทในไตรมาสสามของปี 2559 เพิ่มเป็น 13,536 ล้านบาท ในไตรมาสสามของปี 2560 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 จะเห็นได้ว่าการสูบบุหรี่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ในครอบครัวตามมาอีกมาก สุดท้ายปัจจุบันในสายตาคนรอบข้าง มักมองว่าคนสูบบุหรี่คือคนที่สังคมรังเกียจ
“แต่อยากเน้นอีกนิด สถาบันครอบครัวมีสองสถานะมีผลกระทบ แต่อีกสถานะคือบุคคลที่คอยให้กำลังใจควรมีส่วนร่วมในการช่วยเลิกบุหรี่ได้ ถ้าท่านรักครอบครัวควรเลิกบุหรี่ตั้งแต่วันนี้”
งานนี้ยังมีข้อมูลเสริมจากดร.นพ. บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุน สสส. และรักษาการผู้อำนวยการสำนักควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก 1)มาช่วยเผยอีกเรื่องไม่ลับว่า
“ปีหนึ่งเราเสียคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุปีละสองหมื่นห้าพันคน แต่รู้หรือไม่ว่าสถิติผู้ที่เสียชีวิตเพราะบุหรี่แต่ละปีมีถึงห้าหมื่นคน กล่าวได้ว่าเป็นเท่าสองเท่าเลยทีเดียว แต่เผอิญเรื่องคนป่วยจากบุหรี่มันไม่เป็นข่าว ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตเงียบๆ ด้วยโรค NCDs นั่นเอง”
โดยยังกล่าวต่อว่า จริงๆ เป้า Global NCDs Target 2010-2025 จากองค์การอนามัยโลกได้ตั้งเป้า15 ปีให้ทั่วโลกลดโรคไม่ติดต่อ บุหรี่เป็นตัวหนึ่งในนั้นที่เป็นสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง จากเป้าดังกล่าวเราต้องลดให้ได้ 3.8 ล้านคน นำมาสู่การขับเคลื่อนโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ซึ่งดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 แล้ว
โดยงานนี้แรงขับเคลื่อนสำคัญเกิดจากการที่ฐานกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข หรืออสม.กว่าหนึ่งล้าน คนทั่วประเทศ ที่หากสามารถชักชวนให้เลิกบุหรี่ได้เพียงปีละหนึ่งคน เป็นเวลาตลอดสามปีประเทศไทยเราก็จะได้สามล้านคนที่เลิกบุหรี่ในอีกไม่นานนี้
ชวนคนไทย 3 ล้าน 3 ปีเลิกบุหรี่ทั่วไทย
“แคมเปญดังกล่าวเรามองเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคน แม้ในความเป็นจริงอาจไมได้ง่ายขนาดนั้น เราคิกออฟกิจกรรมารตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2559ปัจจุบันเกิดความคืบหน้าหลายส่วน อาทิ กระทรวสาธารณสุขรับเป็นนโยบายกระทรวง
ซึ่งมองว่าเป็นความสำเร็จระดับหนึ่ง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือเราต้องการสร้างระบบสาธารณสุข ถ้ากระทรวงงสามารถทำให้ อสม.ชวนคนเลิกบุหรี่ได้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยในลำดับต่อไป ทั้งด้านอาหารการกิน การออกกำลังกาย การเลิกเหล้า
ไม่เพียงเริ่มเห็นพัฒนาการการเดินหน้างานสาธารณสุขเชิงรุกของหน่วยงานภาครัฐที่เริ่มเข้าใจในเรื่อง “สร้างนำซ่อม” ขณะเดียวกันมีหน่วยงานฝึกสอนการนวดกดจุดลดบุหรี่ มีการให้อบรมวิทยากรทั่วประเทศ ทางกรมควบคุมโรคก็จะฝึก อสม.ต่อให้นวดเป็นทุกคน
“ตรงนี้จะเป็นเครื่องมือที่ดีในการส่งเสริมโอกาสการเลิกบุหรี่ เพราะเขาใช้กระบวนนวดสิบวันต่อกัน วันละห้านาที การนวดติดต่อกันอีกนัยหนึ่งคือการสร้างสัมพันธภาพ เขาจะมองว่าอ้าวจะจุดสูบ เดี๋ยว อสม.มาอีกแล้ว ก็ไม่กล้าสูบ เวลาที่คนนวดเท้าให้เราเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ตามศาสตร์การนวดแล้ว เมื่อกดจุดจะทำให้ต่อมใต้สมองมันจะหลั่ง ทำให้รสชาติบุหรี่เปลี่ยน เขาจะรู้สึกไม่อร่อย พอสิบวันนิโคตินก็จางลง พอมีคนพูดคุยด้วย ทำให้มีใจสู้กับคนดีขึ้น”
สร้างโมเดลใหม่ “ให้ยืมพลังใจ”
“คนจะเลิกบุหรี่ได้คือต้องมีพลังใจ” รองผู้จัดการ สสส.เอ่ยแนะเคล็ดลับแก่คนในครอบครัวหรือคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่สูบบุหรี่ ว่าต้องใช้ความอดทนและใจเย็น พร้อมกล่าวต่อว่า คนสูบบุหรี่เหมือนภูเขาน้ำแข็ง คือจำนวนคนติดหนักมีไม่มากอยู่ที่ปลายยอดภูเขา แต่คนจำนวนมากที่สูบติดนิดหน่อย เป็นกลุ่มคลายเครียดหรือติดสังคมไม่มาก
“เทคนิคคือทำให้เขามีสุขที่จะอยู่กับเรา การใช้อารมณ์กับเขาทำให้เขายิ่งหนีไปสูบบุหรี่ พูดเพราะๆ ทำให้เขาเห็นว่ามีคุณค่า ให้กำลังใจ บอกเขาว่าครอบครัวไม่อยากขาดเขาไป
“ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้เราไม่เคยชวนให้เขาเลิกเลย แต่เราปล่อยจนให้เขาติดมากขึ้น หายใจไม่ได้ป่วยเป็นโรคแล้วอสม.เป็นหนึ่งตัวยืมพลังใจที่เป็นกลไกการทำงานของเรา ซึ่งพวกเขาจะมีกลเม็ดหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการท้ากัน การชักชวน นี่คือรูปแบบการสร้างพลังใจเพื่อให้เขามีจุดยึดเหนี่ยว
นพ.บัณฑิตเอ่ยต่อว่า คนส่วนใหญ่จะเลิกเมื่อมีลูกเล็กกับเมื่อเขาเริ่มเห็นโลงศพแล้ว จึงคิดหยุด หลายคนหักดิบได้เพราะห่วงลูก หรือคนในครอบครัว นี่คือมีตัวให้ยืมพลังใจอีกทาง แต่เรามองว่าควรทำอย่างไรให้เขาหยุดก่อน
“คนที่ติดบุหรี่นานๆ เข้าพลังใจอาจถดถอย การรับประทานยาก็ไม่ค่อยช่วยได้ แต่สุดท้ายแล้วมีหลายคนมากที่ใจเขามีพลังแล้วสามารถหักดิบได้ โครงการนี้กำลังสร้างปรากฏการณ์นี้ขึ้นเรื่อยๆอีกกลุ่มเรากำลังสะสมคนต้นแบบเหล่านี้ขึ้นเรื่อยๆ”
หนึ่งในกรณีศึกษาจากตัวจริงเสียงจริง ที่วันนี้กำลังกลายเป็นคนต้นแบบ “พี่อ้อย” “เอื้อง คำยัน” วัย 61 ปี เล่าว่าเริ่มสูบมาตั้งแต่ปี 2530 ซึ่งตนเองสูบมากเท่าไหร่นับไม่ได้ จำได้แต่สูบยามวนเส้นทั้งวัน ยิ่งเครียดยิ่งมวนต่อมวน ไม่มีก็ขอคนอื่นมาสูบให้ได้
“ก่อนหน้านี้เคยคิดเลิกสูบสองสามครั้งแล้วเลิกไม่ได้ จนเราใกล้ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ มานั่งคิดว่าเออไม่มีประโยชน์อะไร ก็เลยตัดสินใจหักดิบ ชีวิตเปลี่ยนจากที่เคยหายใจไม่อิ่ม หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย หลายเป็นเราอ้วนท้วนสดใส ใครๆ ก็ว่ามีราศี แถมคนที่บ้านก็ดีใจ เขาบอกเลิกได้ก็ดีกับตัวเราเอง ไม่ใช่เช้ามานั่งพันบุหรี่”
โดยยังกล่าวแนะนำว่า “หากอยากจะเลิก ให้ค่อยๆ เลิก หรือหักดิบไปเลย เราพยายามอยู่ห่าง ทำให้ไม่ต้องนึกถึง หลายคนเลิกแล้วกลับไปสูบใหม่ ก็ไม่เป็นไร ก็ค่อยเลิกๆ ไป เราต้องให้กำลังใจ จนกว่าเขาเบื่อจะฟังเรา วันนี้ เขาไม่เลิกวันนี้ วันหน้าเขาก็เลิกเอง”





