วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ประชาธิปไตยพลังงาน” สำคัญกว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” ?

อนาคตพลังงานของไทยคงจะง่อนแง่น เดือดร้อนถึงคนไทยทุกคนรวมถึงลูกหลานที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน

บทความดังกล่าวเริ่มจากการอธิบายกระบวนการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan) ที่เราเรียกกันติดปากว่า แผนพีดีพี (PDP) ว่าจัดทำโดยคณะทำงานชุดเดิมๆภายใต้กรอบความคิดเดิมๆ คือ เกณฑ์พิจารณาด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ด้านเศรษฐกิจ (Economy) และด้านสิ่งแวดล้อม (Ecology) ซึ่งก็ตรงกับเกณฑ์พิจารณาที่ผมเคยกล่าวไว้ในเรื่องทฤษฎี 4E’s ต่างกันที่ผมได้เพิ่ม E ตัวที่ 4 คือ Engineering หรือเทคโนโลยี (อ้างอิงจากบทความกรอบพิจารณากําหนดนโยบายพลังงานไฟฟ้า 4Es https://goo.gl/koDBgF) ซึ่งผมจะได้อธิบายต่อไปว่าทำไมจึงต้องเพิ่ม E ตัวที่ 4 ก็เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังหลงประเด็นเรื่องนี้ดังที่บทความได้กล่าวถึง

ผู้เขียนได้เสนอแนวความคิดทฤษฎีใหม่เรื่อง “ประชาธิปไตยพลังงาน (Energy Democracy)” ซึ่งอ้างว่าเป็นทฤษฎีใหม่ในการบริหารจัดการพลังงาน โดยผสมผสานแนวความคิดด้านการเมือง เศรษฐศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม รวมทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านพลังงานและเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร แล้วยังได้โยงถึงหลักคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และค่านิยม 12 ประการ ของ คสช.ซึ่งก็ไปโยงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีก!!

ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีผู้อ่านสักกี่คนที่จะเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนพยายามจะสื่อ ก่อนจะได้อธิบายต่อไป ผมขอให้ผู้อ่านกลับมาพิจารณาทฤษฎีเพื่อใช้กำหนดนโยบายพลังงาน 4E’s ก่อนว่าเป็นกรอบพิจารณาที่ครอบคลุมทุกๆข้อโต้แย้งที่มีการถกเถียงกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมไทย หรือสังคมอื่นๆ และทฤษฎีนี้จะช่วยให้ผู้ที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายพลังงานของประเทศสามารถจะให้ความสำคัญกับประเด็นหนึ่งประเด็นใดตามที่เห็นสมควร ภายใต้เงื่อนไขเวลา สภาพแวดล้อม และยุทธศาสตร์ของประเทศ

ทุกครั้งที่ผมไปบรรยายเรื่องนี้ในเวทีสัมมนา ผมมักจะยกตัวอย่างประเทศที่มีการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างสมดุลและมีประสิทธิผล นั่นก็คือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเขาจะให้น้ำหนักกับประเด็นความมั่นคงทางพลังงานมากที่สุด เพราะนอกจากการกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงหรือแหล่งพลังงานซึ่งมีต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่แตกต่างกัน โดยที่เขายินดีแบกรับภาระต้นทุนพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นบ้างซึ่งไปกระทบกับ E ตัวที่หนึ่งนั่นก็คือประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ นั่นเพราะเขามองว่าการมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า หรือเราอาจจะดูตัวอย่างประเทศจีนก็ได้ จีนเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมายังยากจน ประชาชนยังอดอยากอยู่มาก เขาจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเศรษฐกิจก่อนประเด็นอื่นๆ ซึ่งญี่ปุ่นเองช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นในขณะนั้นต้องเน้นความอยู่รอดของประชาชนของเขาก่อน แต่มาปัจจุบัน ทั้งญี่ปุ่นและจีนก็กลายเป็นประเทศพัฒนา มีเงินสำรองคงคลังมากเป็นลำดับต้นๆของโลก เขาจึงปรับนโยบายให้มีความสมดุลตามทฤษฎี 4E’s มากขึ้น โดยเพิ่มความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมาตรฐานการปลดปล่อยมลภาวะของจีนและญี่ปุ่นในปัจจุบันนั้น เข้มงวดกว่าหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำ และด้วยนโยบายที่เน้นเรื่องความมั่นคงทางพลังงานนี่เอง ทำให้ญี่ปุ่นสามารถรอดพ้นวิกฤติพลังงานเมื่อปี 2011 ได้หลังเกิดเหตุระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Fukushima ซึ่งเกิดจากภัยธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้คือ แผ่นดินไหวและเกิดสึนามิตามมา และรัฐบาลได้ตัดสินใจปิดการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ทั้งประเทศลง แต่ญี่ปุ่นก็ไม่เกิดไฟฟ้าดับในวงกว้าง (Total Blackout) แต่อย่างใด

อันที่จริงแล้ว ความต้องการพื้นฐานเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนไปตามยุคสมัย นั่นก็คือปัจจัยสี่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนความต้องการในระดับที่สูงขึ้นหรือในระดับนามธรรม ไล่เรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ อิสรภาพ (Independence/Freedom) เสรีภาพ (Liberty) และอุดมการณ์ (Ideology) นั้นมนุษย์จะแสวงหาหรือเรียกร้องต่อเมื่อได้รับสิ่งที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานครบถ้วนเพียงพอแล้ว หลักประชาธิปไตยพลังงานตามที่ผู้เขียนพูดถึงนั้น เป็นเพียงอุดมการณ์หรือเปล่า และเป็นอุดมการณ์ที่มองโลกในแง่สมบูรณ์แบบ (Perfectionistic/Idealistic) หรือเปล่า ?!! ผู้เขียนควรยกตัวอย่างประเทศที่เขาสามารถใช้หลักประชาธิปไตยพลังงานบริหารจัดการพลังงานของประเทศได้อย่างมีประสิทธิผลมาเป็นตัวอย่างสัก 3-5 ประเทศเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างบ้านเราเพื่อสนับสนุนแนวคิดที่ท่านเสนอ

บทความดังกล่าวได้กล่าวต่อว่า เดี๋ยวนี้พลังงานหมุนเวียนได้พัฒนาไปอย่างมาก ทำให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยสามารถแข่งขันกับพลังงานหลักอย่าง ก๊าซ ถ่านหินและนิวเคลียร์ได้ แต่ผู้เขียนไม่ได้ให้ข้อมูลอ้างอิงประกอบว่า ประเทศใดบ้างที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar Cells) ได้ถูกที่สุด ซึ่งผมเคยอ่านเจอว่าประเทศในอาฟริกาตอนเหนือสามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้แค่หน่วยละบาทกว่าๆ ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะพื้นที่ในอาฟริกาตอนเหนือนั้นเป็นทะเลทรายที่มีแสงแดดแรงตลอดปี แต่ผมก็ไม่เคยได้เห็นรายละเอียดของการคิดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าว่า คิดจากองค์ประกอบ (Factors) อะไรบ้าง ครบถ้วนหรือไม่ มีการให้เงินอุดหนุนหรือยกเว้นค่าใช้จ่ายบางรายการ เช่น ค่าเช่าที่ดิน หรือเงินอุดหนุนในการลงทุนซื้อแผงโซลาร์ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ค่าไฟฟ้าราคาถูกที่อ้างว่าผลิตได้ไม่ได้รวมต้นทุนการจัดเก็บสำรองไฟฟ้า (Energy Storage Cost) อย่างแน่นอน และถ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนที่ถูกจริง ก็แสดงว่าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เหล่านี้สามารถแข่งขันกับโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและนิวเคลียร์ได้ โดยที่รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินอุดหนุนในรูปเงินเพิ่ม (Adders) หรือ ราคาพิเศษ (Feed-In-Tariffs) ให้แก่ผู้ลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์แต่อย่างใดใช่หรือไม่ ?!! และที่สำคัญคือผู้ลงทุนในกิจการโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farms) ต้องการันตีหรือรับประกันการส่งมอบให้ได้เท่ากับพลังงานประเภทอื่นด้วยนะครับ เป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบเฟิร์ม (Firm) ไม่ใช่ นอน-เฟิร์ม (Non-Firm)!!! บ่อยครั้งในเวทีเสวนาหรือดีเบตเรื่องพลังงาน ผมมักได้เห็นหรือได้ยินผู้สนับสนุนพลังงานหมุนเวียนออกมาบอกว่า เดี๋ยวนี้พลังงานหมุนเวียนพัฒนาไปไกลมากแล้ว แต่พอผมถามว่าที่พัฒนาแล้วนั้นอยู่ในระยะไหน เช่น ระยะทดลองวิจัยในห้องปฏิบัติการ (R&D Stage) หรือในระยะโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant Stage) หรือในระยะโรงงานสาธิต (Demonstration Stage) หรือในระยะใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ (Commercial Stage) ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน เรื่องการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมนั้น จึงเป็นประเด็นพิจารณาตัวที่สี่ในทฤษฎี 4E’s เพราะประเทศเราไม่ใช่ประเทศร่ำรวย จะเลือกใช้เทคโนโลยีอะไรก็ตาม เทคโนโลยีนั้นต้องได้รับการพิสูจน์ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์มาสักระยะหนึ่งแล้ว และต้องติดตามดูว่าผู้ใช้เทคโนโลยีนั้นมีกี่ราย และมีความพึงพอใจหรือมีปัญหาข้อขัดข้องอะไรหรือไม่อย่างไร

บทความดังกล่าวได้พูดถึงหลักประชาธิปไตยพลังงานว่า ประชาชนในฐานะผู้ใช้ไฟฟ้า ควรจะมีส่วนร่วมตัดสินใจหรือกำหนดว่าจะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานอะไรและจะเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเองได้หรือยัง เพราะตอนนี้เทคโนโลยีมันเอื้อให้ทำได้แล้ว ผมก็อยากจะเรียนท่านด้วยความเคารพว่า ประชาธิปไตยในบ้านเรายังลุ่มๆดอนๆมากว่า 85 ปี เป็นประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองมากที่สุดในโลก !! เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า หลักการประชาธิปไตยที่เราคาดหวังว่าจะสามารถใช้ในการกำหนดนโยบายพลังงานประเทศได้ ในเมื่อยังใช้กับการปกครองยังไม่ได้ และถ้าอยากเป็นประชาธิปไตยกันจริงๆ ผมก็ขอเสนอว่า ให้เริ่มจากการทำประชามติว่าจะเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้หรือไม่โดยประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่จริงๆ ถ้ามั่นใจในเรื่องเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและแนวความคิดประชาธิปไตยพลังงาน ผมก็ว่าให้ประชาชนเขาไปตัดสินใจฟันธงกันเอาเองดีกว่า ในเมื่อหัวหน้าคณะรัฐบาลก็ยังไม่กล้าตัดสินใจอะไรในเวลานี้ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้ไปต่อ !!!

สุรพันธ์ วงษ์โอภาสี

นักวิชาการอิสระ