ท่องเที่ยววิถีไทยเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่น บ้านนาต้นจั่น สุโขทัย มีความเข้มแข็ง สู่หมู่บ้านท่องเที่ยวต้นแบบ CBT มีความเด
สวนดุสิตเผยผลวิจัยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของการท่องเที่ยววิถีไทยเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่น บ้านนาต้นจั่น สุโขทัย มีความเข้มแข็ง สู่หมู่บ้านท่องเที่ยวต้นแบบ CBT มีทั้งอาหารท้องถิ่นเช่นข้าวเปิ๊บ หมี่พัน พร้อมกับการบริหารจัดการโฮมสเตย์และกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างเข้มแข็ง
รศ.ดร.พรรณี สวนเพลง อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า จากแผนการวิจัยเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของการท่องเที่ยววิถีไทยเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่นในกลุ่มเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม (สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร) ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐในด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนและโปรโมทเมืองรองนั้น พบว่า ที่สุโขทัยโดยเฉพาะบ้านนาต้นจั่นมีศักยภาพและชุมชนเข้มแข็งในเรื่องอาหารท้องถิ่น รวมถึงการบริหารการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนทั้งการจัดที่พักและกิจกรรมต่างๆ
จากการศึกษาพบว่า บ้านนาต้นจั่นเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวต้นแบบที่ครบองค์ประกอบทั้งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและเสน่ห์ของคนในพื้นที่ ชุมชนมีการพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวของท้องถิ่นมากว่า 10 ปีแล้ว สามารถสร้างสรรค์การท่องเที่ยวได้โดยตัวเองให้น่าเที่ยว
ทั้งยังเป็นต้นแบบโฮมสเตย์และต้นแบบ CBT (Community Based Tourism) หรือการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เข้มแข็ง เริ่มจากชีวิตความเป็นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ของบ้านนาต้นจั่นที่อยู่ในอำเภอศรีสัชนาลัย มีอาหารท้องถิ่นเช่น ข้าวเปิ๊บ หรือก๋วยเตี๋ยวพระร่วง เป็นอาหารประจำถิ่นของชาวบ้านนาต้นจั่น คล้ายกับก๋วยเตี๋ยว แต่พิเศษกว่าตรงที่ใช้ข้าวสารเจ้าละเลงให้เป็นแผ่นบนผ้าขาวบางที่ขึงตึงบนปากหม้อดิน แล้วใส่วุ้นเส้นกับผักพื้นบ้าน เมื่อสุกแล้วก็พับแป้งไปมา เพื่อห่อผักกับวุ้นเส้น ส่วนเครื่องปรุงสำคัญมีกากหมู หมูสับ เลือดต้ม กระเทียมเจียว ต้นหอม ผักชีโรยหน้า และไข่ดาวนึ่ง
ซึ่งให้คุณค่าทางอาหารสูง “เปิ๊บ” เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง พับ หรือพับไปมาเพื่อห่อหุ้มผัก รวมถึงก๋วยเตี๋ยวแบ ข้าวพันไข่ ข้าวพันพริก หมี่พัน น้ำพริกซอกไข่(ซอกคือการนำไข่ต้มมาตำแต่ไม่แหลก) แกงขี้เหล็ก แกงปลาช่อนนา โดยใช้ผักต่างๆตามฤดูกาล และเมนูอื่นๆที่เป็นอาหารท้องถิ่นบำรุงสุขภาพ รวมถึงผลไม้ต่างๆเช่นเงาะ ทุเรียน มะไฟ กล้วย ลองกอง เป็นต้น
ส่วนโฮมสเตย์และกิจกรรมวิถีท้องถิ่นก็มีพัฒนาจนสมบูรณ์แบบ มีโฮมสเตย์ทั้งหมด 23 หลัง แต่ละหลังได้ออกแบบให้สวยงามน่าพักอาศัย สามารถทำเส้นทางท่องเที่ยวแบบ 2 วัน 1 คืน โดยเริ่มจากการรับนักท่องเที่ยวเข้าที่พัก หลังจากนั้นช่วงเย็นปั่นจักรยานชมทุ่ง ชมพระอาทิตย์ตก รับประทานอาหารเย็น ร่วมงานบายศรีสู่ขวัญ การแสดงต้อนรับ แล้วเข้าพักผ่อน จากนั้นอีกวันตักบาตรหน้าบ้าน รับประทานอาหารเช้า นั่งรถอีแต๊กชมวิธีการทอผ้าใต้ถุนบ้าน ชมวิธีการทำตุ๊กตาบาร์โหน (บ้านตาวงศ์) ชมหัตถกรรมตอไม้ ชมและชิมผลไม้ตามฤดูกาล ชมการทำผ้าหมักโคลนและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผ้าหมักโคลน ชมและทดลองการทำข้าวเปิ๊ปอาหารถิ่น โดยทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์จะมีตลาดสามแคร่ ขายอาหารและขนมจากท้องถิ่น
อัตราค่าบริการเพียงหัวละ 500 บาท เป็นราคาที่รวมทุกอย่างแล้ว (ต้องมา 3 คนขึ้นไป) หากมา 1-2 คนคิดหัวละ 600 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบคิด 250บาท ชาวต่างชาติ 700 บาท /คน โดยหากสนใจขึ้นจุดชมวิวชมทะเลหมอกพระอาทิตย์ขึ้นเวลา04.30น. ไกด์จะมารับยังที่พัก ค่าบริการ 450/หลัง พร้อมจิบกาแฟในกระบอกไม้ไผ่
ปัจจุบันชุมชนนอกจากนักท่องเที่ยวไทยที่จะเข้ามาจำนวนมากแล้ว ก็มีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะยุโรปเข้ามาเที่ยวจำนวนมาก
โดยจากผลการวิจัยนี้จะนำไปทำเส้นทางท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืนเชื่อมต่อกับกำแพงเพชร ซึ่งกำแพงเพชรจะโดดเด่นในเรื่องอาหารโบราณที่นครชุมเช่นขนมแดกงา ข้าวตอกพระร่วง ไส้กรอกไส้ถั่ว หรือขนมจีนแบบใสๆ เป็นต้น สามารถทำเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงสุโขทัยและกำแพงเพชรในเชิงการท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้อาหารถิ่นได้

