นายแพทย์หทัย ชิตานนท์
ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
ประธานรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (2550 – 2551)
การเยือนสหรัฐอเมริกาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในช่วงวันที่ 2 – 4 ตุลาคมที่ผ่านมาตามคำเชิญของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อการค้าการลงทุนร่วมกัน โดยภาพรวมถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจประเด็นสำคัญที่นายทรัมป์ตอกย้ำก็คือต้องการให้ไทยซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปในการเจรจาการค้า โดยเฉพาะกับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 ของโลกที่มีการขาดดุลการค้าจำนวนมาก
สำหรับประเทศไทย ถึงแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ปัญหาสำคัญที่ทราบกันมาช้านานก็คือเรื่องความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ประเทศเรามีปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” อยู่มากเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รัฐบาลต้องใช้จ่ายในการจัดหาสินค้าและบริการให้แก่ผู้ยากไร้จำนวนมาก ที่เห็นชัดเจนคือ “บัตรคนจน” ที่มีผู้ลงทะเบียนผ่านเกณฑ์ถึง 11.43 ล้านคน การใช้จ่ายงบประมาณเพื่องาน/โครงการใด การดำเนินการหรือการกำหนดนโยบายหรือมาตรการใดเพื่อให้เกิดผลเช่นใด จึงต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสียอย่างรอบคอบ
การค้าการเมืองเรื่องบุหรี่
ก่อนการไปเยือนสหรัฐอเมริกาของนายกรัฐมนตรีไทยไม่นาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ คือนายวิลเบอร์ รอสส์ ก็เดินทางมาเยือนประเทศไทยพร้อมคณะนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งและมีโอกาสพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเศรษฐกิจของไทยเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการค้าและการลงทุน ประเด็นที่เป็นข่าวน่าสนใจก็คือ ในบรรดานักธุรกิจที่เข้าพบผู้นำรัฐบาลไทยในกลุ่มนั้นก็มีผู้แทนของบริษัทบุหรี่ คือนายจอน ฮิวเนมานน์ รองประธานด้านกิจการในสหรัฐและระหว่างประเทศ บริษัทฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล (PMI) ร่วมอยู่ด้วยในฐานะผู้แทนสภาธุรกิจสหรัฐอาเซียน (US-ASEAN Business Council หรือ USABC) โดยอยู่ในฐานะเป็นทั้งกรรมการบริหารและเลขานุการ
USABC เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2527 ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของภาคธุรกิจของสหรัฐในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนเพื่อประโยชน์ร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในกลุ่มอาเซียน ข้อมูลในเว็บไซต์ขององค์กรระบุว่าธุรกิจที่เป็นสมาชิกจะได้รับประโยชน์ต่างๆ อาทิ สามารถเข้าถึงผู้บริหารระดับสูงรวมทั้งผู้นำรัฐบาลทั้งในสหรัฐฯ และประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อผลักดันให้ประเทศเหล่านี้กำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของตน นอกจากนี้ยังพร้อมสนับสนุนหรือดำเนินการแทนกรณีที่หน่วยธุรกิจไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองโดยตรงได้
สำหรับสมาชิกแบบพิเศษ (ที่เรียกว่า Chairman’s Council)นั้น USABC ยังช่วยติดตามตรวจสอบผลหลังจากที่สมาชิกได้มีโอกาสพบปะและเสนอข้อคิดเห็นแก่ผู้นำรัฐบาลด้วย ซึ่งรวมถึงการให้ข้อมูลเพิ่มเติม การจัดประชุมร่วมกับคณะทำงานของรัฐบาล การขอข้อมูลมาศึกษาวิเคราะห์เพื่อให้ทราบความเห็นที่เสนอหรือที่จะอภิปรายในที่ประชุมเพื่อจะได้เสนอทางเลือกหรือปรับแก้ใหม่ให้เกิดผลตามต้องการฟิลลิป มอร์ริส ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มนี้และมีบทบาทอย่างมากใน USABC ก็ได้อาศัยช่องทางนี้ในการเข้าพบผู้นำรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายควบคุมยาสูบของประเทศต่างๆ ในอาเซียน
จากชื่อขององค์กรและจากภารกิจที่กำหนด USABC จะมีขอบเขตดำเนินการเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนเท่านั้น แต่ปรากฎว่า USABC ได้ไปคัดค้านการออกกฎหมายที่กำหนดให้ซองบุหรี่ปราศจากสีสันของประเทศออสเตรเลียเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553แสดงให้เห็นว่า USABC เป็นองค์กรบังหน้าของบริษัทฟิลลิป มอร์ริส อย่างชัดเจน
สำหรับประเทศไทย ผู้แทนบริษัทบุหรี่ได้เข้าพบผู้นำรัฐบาลหลายครั้ง ในปี 2553 นายอเล็กซานเดอร์ เฟลด์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร USABC ได้ทำหนังสือถึงเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา แจ้งว่าคณะนักธุรกิจจำนวน 20 บริษัทจะมาเยือนไทยเพื่อขอเข้าพบและปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ครั้งนั้นก็มีผู้แทนจากบริษัทฟิลลิป มอร์ริส เข้าร่วมด้วย เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา USABC ก็จัดให้คณะนักธุรกิจจาก 26 บริษัทเข้าพบนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้แทนบริษัทบุหรี่ก็มีโอกาสเข้าพบด้วย
พันธกรณีที่พึงตระหนัก
ประเทศไทยในฐานะภาคีตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่กําหนดไว้ในกรอบอนุสัญญาฯ มาตรา 5.3 กำหนดว่าจะต้องไม่ให้บริษัทบุหรี่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายควบคุมยาสูบของประเทศดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ องค์การอนามัยโลกกำหนดแนวทางปฏิบัติตามมาตรา 5.3 โดยให้ข้อเสนอแนะไว้หลายประการ เช่น สร้างความตระหนักถึงการเสพติดและอันตรายของผลิตภัณฑ์ยาสูบและการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบที่มีต่อนโยบายควบคุมยาสูบกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อจำกัดการติดต่อกับอุตสาหกรรมยาสูบและสร้างความมั่นใจว่าการติดต่อนั้นจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสข้อมูลที่ได้จากอุตสาหกรรมยาสูบจะต้องโปร่งใสและถูกต้อง รวมทั้งจะต้องไม่ให้สิทธิพิเศษใดๆ แก่อุตสาหกรรมยาสูบ เป็นต้น
การที่รัฐบาลยอมให้ผู้แทนบริษัทบุหรี่เข้าพบหลายครั้งที่ผ่านมาจะมองได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 5.3 หากมีการดำเนินการใดๆ เช่น มีการร้องขอ ให้ข้อเสนอหรือข้อคิดเห็นที่ส่งผลกระทบทางลบต่อนโยบายควบคุมยาสูบ รัฐบาลพึงตระหนักอยู่เสมอว่าประเทศไทยมีข้อผูกพันที่จะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับ WHO FCTC หรือกฎหมายบุหรี่โลกในการป้องกันการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบด้วยหากมีการติดต่อขอเข้าพบจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ โดยมีผู้แทนจากบริษัทบุหรี่เข้าร่วมด้วย
อนึ่ง มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ก็ห้ามผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้การอุปถัมภ์ หรือให้การสนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคล หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชน ในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ 1) เป็นการสร้างภาพลักษณ์ต่อผลิตภัณฑ์ยาสูบ ผู้ผลิต หรือผู้นําเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2) ที่ส่งผลหรือที่อาจส่งผลต่อการแทรกแซงนโยบายการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 3) โฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบ ผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบและ 4) ส่งเสริมการบริโภคยาสูบ จึงเป็นอันเข้าใจได้ถึงเจตนารมณ์ในการกำหนดมาตรานี้
รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา ได้รับความชื่นชมอย่างมากจากประชาชนที่มองว่าท่านให้ความสำคัญอย่างมากกับอนาคตของเด็กและเยาวชนโดยช่วยผลักดันร่างพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ให้ผ่านออกมาเป็นกฎหมายได้หลังจากต่อสู้กันนานหลายปีระหว่างฝ่ายสุขภาพกับฝ่ายบุหรี่ มาตรา 60 ของพระราชบัญญัตินี้ยังได้กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ด้วย
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคมให้โปร่งใสและตรวจสอบได้มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาลในการควบคุมยาสูบโดยพิจารณาด้วยว่า การอนุญาตให้ผู้แทนบริษัทบุหรี่เข้าพบเพื่อปรึกษาหารือหรือเพื่อการใดก็ตาม จะเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมยาสูบทั้งในประเทศและระหว่างประเทศด้วยหรือไม่






