“จงรักภักดี” ที่ส่งผ่านจากเรือนจำ

13 ตุลาคม 2559 คงเป็นวันแห่งความอาลัยที่สุดของชาวไทยทุกคนที่อยู่ทุกมุมเมืองของประเทศไทย ไม่เว้นแม้แต่ใน “เรือนจำ” แต่นอกจากความเสียใจ อีกความรู้สึกอย่างหนึ่งบังเกิดขึ้นในใจของวิรัตน์ วันดีผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษมีนบุรี คือความต้องการแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ท่าน
“ตอนที่ทราบข่าว ทุกคนในเรือนจำเงียบกันหมด ตัวผมน้ำตาไหล แต่ผมอยู่ข้างใน ไม่รู้ว่าจะแสดงความจงรักภักดีอย่างไร เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน”
“ตอนนั้นมาคิดว่าตัวผมเอง อยู่ข้างในก็ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ในการแต่งเพลง แต่เราแต่งไปเรื่อย พอทราบข่าวพระองค์เลยอยากแสดงความจงรักภักดีออกมาบ้าง ก็คิดว่าทำไมผมไม่เอาความสามารถตัวเองทำอะไรดีๆ ออกมาบ้างเลยเขียนเพลงขึ้นมา”
แรงบันดาลใจมาจากก้นบึ้งหัวใจของชายคนหนึ่ง ได้ถูกกลั่นกรองกลายเป็นบทเพลงที่ถูกผลิตออกมาจากห้องขังเรือนจำพิเศษมีนบุรีวิรัตน์ใช้เวลาอาทิตย์หนึ่งหลังจากทราบข่าว แต่งเพลงที่มีเนื้อหาสะท้อนถึงความรู้สึกเทิดทูนและความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ออกมาประมาณ 5-6 เพลง
หลังแต่งเสร็จเขาได้ให้เพื่อนๆ ที่เป็นนักดนตรีในวงดนตรีของเรือนจำ “TheSinner”ช่วยแต่งทำนองให้ ก่อนจะนำไปเสนอกับทางวงดนตรีประสานเสียงของเรือนจำ ซึ่งก็ได้รับคัดเลือกเพื่อให้คณะประสานเสียงของเรือนจำมีนบุรีขับร้อง จำนวน3 เพลง ได้แก่ เพลงพ่อหลวงพ่อเรา วันที่ปวดร้าว และ จงรักภักดี
“เพลงแรกผมแต่งจากภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ที่พระองค์มีเหงื่อออก ที่ปลายจมูก คำนี้มันขึ้นมาเลย “ลูกรู้ว่าพ่อเหนื่อยแค่ไหน หยาดเหงื่อของพ่อรินไหล เพื่อปวงประชา...”
วิรัตน์ยังมีโอกาสได้เข้าร่วมวงประสานเสียงของเรือนจำฯ ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยยังได้ออกงานสำคัญและแสดงความสามารถหลายครั้ง เช่นเดียวกับวันที่เขาและเพื่อนๆ ในคณะประสานเสียงได้เข้าร่วมงานแถลงข่าวนิทรรศการ 100 เปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง วันนั้นทุกคนได้ร่วมประสานเสียงขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ รวมถึงเพลงที่วิรัตน์เป็นผู้แต่งอย่างไพเราะต่อหน้าประชาชนชาวไทยภายนอกเรือนจำครั้งแรก ด้วยสีหน้าเปี่ยมความภาคภูมิใจ
“วันนี้เป็นครั้งแรกที่มาร้องเพลงที่ผมแต่งต่อหน้าสาธารณชน ผมภาคภูมิใจมาก ต้องขอบคุณท่านผู้บัญชาการเรือนจำและเจ้าหน้าที่เรือนจำมีนบุรีที่ได้ให้โอกาสได้ออกมาเผยแพร่”เขากล่าวถึงความรู้สึก แทนเพื่อนๆ คณะนักร้องประสานเสียงของเรือนจำมีนบุรี
ก่อนมาอยู่เรือนจำเขาไม่ได้เคยแต่งเพลงเลย แต่ด้วยความเป็นคนชอบฟังเพลง จึงใช้เวลาว่างฝึกหัด ผ่านประสบการณ์ความล้มเหลวมาพอสมควร แต่อาศัยว่าไม่ท้อและฝึกฝนตลอด จนมาถึงวันนี้ช่วงที่อยู่มา 5 ปี เขาเขียนเพลงไปแล้ว 353 เพลง
เขาบอกว่าการแต่งเพลงทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและทำให้เห็นค่าของชีวิตมากขึ้น เขาเปรยว่าอยากนำความสามารถที่มีนี้ไปใช้ในวันข้างหน้าที่ออกจากที่นี่ไปแล้ว หากสังคมให้โอกาส
จากคนที่แทบไม่เคยมีเป้าหมายชีวิต วันนี้วิรัตน์ยอมรับกว่าตนเองกลายเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยพลังความมุ่งมั่นที่จะทำความดี ความรู้สึกอยากตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 คือสิ่งที่จุดประกายตัวเขา
“ผมว่าตั้งแต่เราเกิดมาเราก็รับรู้และรักพระองค์โดยไม่มีใครสอนหรือบอกพระองค์ท่านคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยเทิดทูนบูชาไว้เหนือหัวแต่สิ่งที่ผมเพิ่งรู้เมื่อตอนพระองค์ท่านไม่อยู่แล้วว่า ท่านมีโครงการหลวงถึงสี่พันกว่าโครงการ ท่านทำงานทุกวัน
แล้วผมมาคิดได้ว่า ประโยคที่ว่า รักในหลวงห่วงลูกหลาน ร่วมต่อต้านยาเสพติดทำไมเราไม่เคยสนใจหรือคิดถึงความหมายที่แท้จริงของประโยคนี้มาก่อนถ้าเรารักในหลวง เราต้องต้านมันสิ ในเมื่อตัวเราเองก็สามารถทำดีได้ ทำไมไม่ทำ แล้วทำไมผมไม่เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ และทำตั้งแต่ตอนนี้เลย
ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่อยู่แล้ว เราถึงมาทำดีนะผมไม่รู้สังคมจะมองผมยังไง แต่ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่านับจากนี้ไปผมจะเป็นคนดีซึ่งถึงไม่มีใครเห็น แต่ผมเชื่อว่าพระองค์ท่านเห็นแน่นอน” เขากล่าวทิ้งท้าย




