วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกษตรฯ เดินหน้าเคลียร์ทุกปัญหาวัตถุอันตรายทางการเกษตร

ย้ำหลักเกณฑ์ หลักฐานประกอบการขึ้นทะเบียนพร้อมสนองนโยบายเกษตรอินทรีย์หนุนเกษตรกรผลิตสินค้า GAP และเกษตรอินทรีย์


กรมวิชาการเกษตร ตอบชัดทุกข้อกังขาวัตถุอันตราย   ชี้โยกย้ายเพื่อปรับปรุงระบบงาน  ย้ำหลักเกณฑ์ หลักฐานประกอบการขึ้นทะเบียนโต้ไม่เคยรับค่าตอบแทนแลกคำขอขึ้นทะเบียน   พร้อมสนองนโยบายเกษตรอินทรีย์หนุนเกษตรกรผลิตสินค้า GAP และเกษตรอินทรีย์   

นายสุวิทย์   ชัยเกียรติยศ  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  ชี้แจงกรณีการโยกย้ายนายธรรมนูญ       แก้วคงคา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ  ผู้อำนวยการกลุ่มวัตถุอันตราย  สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร  เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารจัดการวัตถุอันตรายทางการเกษตร ได้แก่ การยื่นคำขอขึ้นทะเบียน การจัดลำดับคิวในการพิจารณา การพิจารณาปริมาณการนำเข้าหลังได้รับทะเบียนแล้ว  การรายงานสต๊อกคงเหลือ การพิจารณามาตรฐานโรงงานผลิตและการต่ออายุ   โดยมอบหมายให้ นายศรัณย์ วัธนธาดา ผู้เชี่ยวชาญด้านควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (นักวิชาการเกษตรเชี่ยวชาญ)ซึ่งมีตำแหน่งทางวิชาการสูงกว่า และเคยปฏิบัติหน้าที่ในกลุ่มดังกล่าวมาก่อน ทำหน้าที่แทนอีกหน้าที่หนึ่ง  มุ่งหวังให้เกิดความสำเร็จในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการในภาพรวม

  กรณีการอนุมัติให้คำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายไปแล้วจำนวนกว่า 50 คำขอ  และการจัดประชุมปล่อยสารเคมีที่มีพิษทุกอาทิตย์ นั้น  คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร  มีหลักเกณฑ์ในการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย โดยลำดับแรกให้ความสำคัญกับการพิจารณาขึ้นทะเบียนกลุ่มวัตถุอันตรายที่มีความปลอดภัย ได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ  สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช  และกลุ่มสารเคมีที่ใช้ในพืชอาหาร  มีข้อมูลความเป็นพิษน้อยตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ลำดับที่ 2 เป็นสารเคมีที่มีความจำเป็นต้องใช้แต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ในกลุ่มแรก   ซึ่งนอกจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้วผู้ที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจะต้องมีหลักฐานเอกสารทางวิชาการ 3 ข้อ คือ ข้อมูลพิษวิทยา  ผลการทดลองประสิทธิภาพ  และผลการวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์   ทั้งนี้การประชุมคณะอนุกรรมการฯ กำหนดให้มีการประชุมเป็นวาระปกติเดือนละ 2 – 3 ครั้ง  โดยพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนจำนวนครั้งละ 50-90 คำขอ 

 

สำหรับการเปิดเผยตัวเลขต่างตอบแทนแลกกับการที่ได้รับการอนุมัติคำขอขึ้นทะเบียนตามที่ปรากฏในข่าวนั้น  ขอยืนยันว่าเป็นเท็จและไม่มีมูลความจริง  เนื่องจากการพิจารณามีหลักเกณฑ์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะต้องให้คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร  ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการวัตถุอันตราย  โดยมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ มีอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นประธาน  มีนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร  และมีบุคคลภายนอกเป็นคณะอนุกรรมการฯ รวมอยู่ด้วยพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบ  ซึ่งการอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนได้ตามคำขอต้องเป็นมติของคณะอนุกรรมการชุดนี้เท่านั้น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้สนองนโยบายรัฐบาลโดยอยู่บนพื้นฐานของการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยผ่านระบบการผลิต GAP ซึ่งหากมีความจำเป็นก็แนะนำให้เกษตรกรใช้สารชนิดที่ไม่อยู่ในบัญชีห้ามใช้  และใช้ในอัตราและความถี่ตามคำแนะนำทางวิชาการ  อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีความพร้อมในด้านการปรับเปลี่ยนก็จะส่งเสริมและยกระดับจากเกษตรปลอดภัยไปสู่เกษตรอินทรีย์ ตามความต้องการของตลาด  โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์เป็นขั้นตอนและระยะเวลาที่ชัดเจนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564

ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้วการที่มีการพิจารณาให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ มีสิทธิ์ในการผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดเดียวกันจะทำให้การผูกขาดทางด้านการตลาดของรายเดิมลดลง  อย่างไรก็ตามการใช้สารเคมีทางการเกษตรจะต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมโรงงานผลิต  ร้านค้าจำหน่าย และให้คำแนะนำการใช้ที่ถูกวิธีต่อเกษตรกรด้วย

พนารัตน์   เสรีทวีกุล

กลุ่มประชาสัมพันธ์ฯ

โทรศัพท์ 0-2561-2825