มกอช.หนุนยกระดับส้มโอเวียงแก่น ชูพื้นที่ปลูกส้มโอมาตรฐาน บุกตลาดจีน-ยุโรป พร้อมเสริมแกร่งมาตรฐานสินค้า“โครงการหลวง”
นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ส้มโอเป็นสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีการปลูกส้มโอพันธุ์ทองดีและพันธุ์ขาวใหญ่ 60% และพันธุ์เซลเลอร์ 40% รวมพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ได้ผลผลิต ประมาณ 2,200,000 ผล เป็นแหล่งผลิตส้มโอที่ได้มาตรฐานทั้ง จีเอพี และ จีเอ็มพี และเป็นแหล่งปลูกเดียวที่สามารถส่งออกไปยังตลาดกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียู (EU) ได้ตั้งแต่ปี 2552 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยปี 2559 นี้ ได้มีการส่งออกส้มโอเวียงแก่นไปยัง EU แล้ว ประมาณ 40,000 ผล คิดเป็นมูลค่าหลักล้านบาท สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกวิสาหกิจชุมชนส้มโอเวียงแก่นเพื่อการส่งออกค่อนข้างสูง
ขณะนี้วิสาหกิจชุมชนส้มโอเวียงแก่นฯได้ส่งออกส้มโอไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง และเวียดนามด้วย โดยเฉพาะจีนมีความต้องการนำเข้าค่อนข้างมากและมีโอกาสทางการตลาดสูง ซึ่งปีนี้คาดว่าจะส่งออกส้มโอเวียงแก่นไปจีนได้ถึง 140 ตู้คอนเทนเนอร์ (บรรจุตู้ละ 13,000-14,000 ผล) หรือประมาณ 1.82-1.96 ล้านผล โดยส่งออกผ่านเส้นทางสาย R3 จากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปลาวและเข้าสู่จีนทางตะวันตกเฉียงใต้ ใช้ระยะเวลาขนส่งสินค้า 2-3 วัน สำหรับราคาส้มโอส่งออกเกรด A อยู่ที่กิโลกรัมละ 60-70 บาท ส่วนเกรดรองลงมาราคา ประมาณ 30-50 บาท/กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา
เลขาธิการ มกอช.กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการเพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งออกส้มโอเวียงแก่นให้เกษตรกรสามารถแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างแอฟริกาใต้ อิสราเอล และเวียดนามได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ส่งเสริมให้ยกระดับการผลิตส้มโอเวียงแก่นเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือจีเอพี (GAP) เน้นผลิตส้มโอคุณภาพมาตรฐาน พร้อมคัดบรรจุสินค้าในโรงคัดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) ทำให้ได้ส้มโอที่มีคุณภาพดี มีความปลอดภัยและตรงตามความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้ผลิตส้มโอนอกฤดูโดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ซึ่งไม่ตรงกับช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตส้มโอภาคกลางและภาคใต้ ทำให้ส้มโอเวียงแก่นขายได้ราคาดี โดยช่วงต้นฤดูราคาซื้อขายส้มโอขาวใหญ่ อยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท ส่วนส้มโอทองดีขายได้ผลละ 37 บาท
“นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรฯ ยังมีแผนส่งเสริมการผลิตและส่งออกส้มโอพันธุ์ทองดีเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยประเทศไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ในการส่งออกส้มโอไปญี่ปุ่นได้อัตราภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ 0 ในเดือนเมษายน 2560 นี้ เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะขยายการส่งออกส้มโอสู่ต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันตลาดส่งออกเวียดนามและลาวก็มีโอกาสและมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย” นางสาวดุจเดือนกล่าว
ทั้งนี้ ตลาดจีนและฮ่องกง มีความต้องการนำเข้าส้มโอเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากชาวจีนถือว่า ส้มโอเป็นผลไม้มงคลสื่อถึงความสมบูรณ์พร้อม จึงนิยมใช้ในการประกอบพิธีต่างๆ ทุกเทศกาล โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายนซึ่งมีเทศกาลไหว้พระจันทร์ ความต้องการนำเข้าจะมากกว่าเดือนอื่นๆ ซึ่งช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จีนมีปริมาณการนำเข้าส้มโอเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จากปี 2553 ที่มีมูลค่าการนำเข้า 7.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มขึ้นเป็น 30.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2557 โดย 60% เป็นการนำเข้าส้มโอเนื้อแดงจากแอฟริกาใต้ รองลงมาเป็นส้มโอจากไทย คิดเป็น 21% และนำเข้าจากไต้หวัน คิดเป็น 11%
มกอช.เสริมแกร่งมาตรฐานสินค้า“โครงการหลวง”
นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ มกอช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการส่งเสริมและพัฒนายกระดับการผลิตสินค้าพืชผักและผลไม้ ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวง จำนวน 38 ศูนย์ ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และพะยา ให้ได้มาตรฐานรวมพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ โดยที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้รับรองแหล่งผลิตพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรของชาวเขาในพื้นที่โครงการหลวงตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือจีเอพี (GAP) พืชอาหาร แยกเป็น พืชผักและสมุนไพร GAP 126 ชนิด เกษตรกร 3,897 ราย พื้นที่ 9,593 ไร่
ขณะเดียวกันยังได้รับรองแปลงปลูกไม้ผลเมืองร้อนตามมาตรฐาน GAP จำนวน 4 ชนิด ไม้ผลเมืองหนาว 4 ชนิด และไม้ผลขนาดเล็ก 5 ชนิด ทั้งยังรับรองแหล่งผลิตผักอินทรีย์ จำนวน 16 ชนิด เกษตรกร 528 ราย พื้นที่ 990 ไร่ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรในโครงการหลวงกว่า 70% ปลูกพืชผักในโรงเรือน รวมกว่า 2,000 โรงเรือน
อีกทั้งยังสนับสนุนให้โครงการหลวงคัดบรรจุสินค้าในโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) และมีห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารพิษตกค้างในพืชผักและผลไม้อย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าของโครงการหลวงมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยสูง และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถสร้างอาชีพให้กับชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่น ช่วยแก้ปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย ที่สำคัญยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตครอบครัวชาวเขาในโครงการฯให้ดีขึ้น ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9
นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดย มกอช. ยังได้ดำเนินโครงการระบบตามสอบผลผลิตผักมูลนิธิโครงการหลวง ดำเนินการออกแบบ พัฒนาและติดตั้งระบบตามสอบทางอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบทั้งระบบฟาร์ม GAP หรือโกลบอลแก็บ (Global GAP) ระบบตรวจสอบคุณภาพ ระบบการผลิต GMP ระบบส่งขาย และระบบการตามสอบและเรียกคืนสินค้า สามารถรองรับการใช้เทคโนโลยี Radio Frequency Identification (RFID) ทำให้เชื่อมโยงข้อมูลการตามสอบของโครงการหลวงเข้าสู่ระบบตามสอบของกระทรวงเกษตรฯ ในส่วนสินค้าพืชได้ ซึ่งโครงการหลวงได้เริ่มนำร่องใช้เทคโนโลยี RFID ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่เหียะและเชื่อมโยงไปยังศูนย์โครงการหลวงทั้งหมดแล้ว
รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวอีกว่า เทคโนโลยี RFID เป็นการเก็บข้อมูลแบบอัตโนมัติ คล้ายกับป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (RFID Tag) โดยมีการรับส่งสัญญาณข้อมูลผ่านทางสัญญาณวิทยุ ซึ่งข้อมูลที่เก็บไว้จะเก็บไว้ในส่วนที่เรียกว่า แท็กของ RFID มีประโยชน์ คือ ใช้ติดตามฉลากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการติดตามข้อมูลหรือเก็บข้อมูลของผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้น ซึ่งดีกว่าการใช้ระบบบาร์โค้ด (Barcode) ตรงที่ไม่ต้องอ่านข้อมูลในระดับสายตา เพราะมีการส่งสัญญาณวิทยุ ทำให้มีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นในการตามสอบและเรียกคืนสินค้ากรณีที่มีปัญหา ถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้
“ระบบดังกล่าว สามารถรองรับการใช้งานด้านบริหารจัดการแปลงเกษตรกรของโครงการหลวงได้ครบทุกราย ครอบคลุมพืชผักในโครงการฯทุกชนิด ทั้งยังรองรับการทำงานการตามสอบที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 38 ศูนย์ และโรงงานคัดบรรจุ 1 โรง นอกจากนี้ ยังสามารถตามสอบจากบรรจุภัณฑ์ (ถุงหรือกล่อง) ถึงรายเกษตรกรหรือแปลงที่เพาะปลูกพืชผักตามมาตรฐาน Global GAP และสามารถตามสอบแหล่งกระจายสินค้าได้ภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง โดยเรียกคืนสินค้าหรือนำสินค้าออกจากชั้นวางขายได้ภายในเวลาที่กำหนด ทั้งยังเกิดระบบคลังสินค้าแบบเรียลไทม์ (Real Time) เป็นฐานข้อมูลสำหรับการจัดการอุปสงค์และอุปทาน ช่วยลดการสูญเสียและเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้า ทำให้ต้นทุนการผลิตผักของโครงการหลวงลดลง” รองเลขาธิการ มกอช.กล่าว
ด้านนายนายพันนุมาศ ทองกระจ่าง หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง หนึ่งใน 38 ศูนย์ ที่ได้นำมาตรฐาน จีเอพี มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพผลผลิต กล่าวว่า สำหรับศูนย์พัฒนาโครงการผาตั้ง อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เดิมเป็นหน่อยย่อยของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยแล้ง เริ่มดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรครั้งแรก ในเดือนตุลาคม ปีพ.ศ. 2347 โดยได้ทำการทดสอบและผลิตพืชผักเมืองหนาว ต่อมาในปีพ.ศ. 2549 ได้ทำการส่งเสริมและผลิตพืชผักเมืองหนาว ไม้ผลเมืองหนาวและการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักอย่างจริงจัง และในปี พ.ศ. 2550 ชาวบ้านหมู่บ้านผาตั้ง บ้านร่มฟ้าผาหม่นและบ้านศิลาแดง ได้ถวายฎีกาทูลหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประทานมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อช่วยส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่ชาวบ้าน พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และต้นน้ำให้คงสภาพสมบูรณ์ ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2550 หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประทานมูลนิธิโครงการหลวง ได้เสด็จ มายังบ้านผาตั้ง และได้โปรดให้จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้งขึ้น โดยชาวบ้านได้ยกพื้นที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์บ้านผาตั้งพื้นที่ 50 ไร่ ให้เป็นที่ตั้งของศูนย์ ประกอบด้วย ชาวจีนคณะชาติ, ม้ง, เย้า, มูเซอ,อีก้อ, ไทยลื้อ และคนพื้นเมืองรวม 2,704 คน คิดเป็น 623 ครัวเรือน
ปัจจุบันงานจะเน้น 2 ส่วนคืองานทดสอบและสาธิตการปลูกพืช งานทดสอบพืชผัก ปรับพื้นที่ภายในศูนย์ฯ เพื่อวางแผนงานทดสอบและสาธิตผักภายใต้โรงเรือนตาข่ายกันแมลง งานทดสอบและสาธิตอื่นๆ ปรับพื้นที่เพื่อวางแผนทดสอบและสาธิตไม้ผลเมืองหนาว และงานส่วนส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร งานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการปลูกพืช
สำหรับผักที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้งส่งเสริมการปลูกมีจำนวน 18 ชนิด อาทิ แครอทม่วง ถั่วลันเตาหวาน ต้นหอมญี่ปุ่น กระเทียมต้น ถั่วน้อย คะน้าฮ่องกง ผักกาดหวาน คะน้ายอดโครงการหลวง ผักกาดหอมห่อ บัตเตอร์เฮดสลัด ฟิลเลย์ไอซ์เบิร์ก เบบี้ฮ่องกงเต้ เบบี้คอส ผักกาดหอมโอ๊คลีฟแดง ผักกาดหอมโอ๊คลีฟเขียว เป็นต้น ส่วนไม้ผลมีจำนวน 7 ชนิด คือ อะโวคาโด พีท พลัม องุ่นดำไร้เมล็ด สตอเบอรี เคพกูสเบอร์รี่และพลับและกาแฟอาราบิกา นอกจากนั้นยังส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ไก่กระดูกดำ ไก่พื้นเมืองและหมูหลุม
“ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้งได้ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกร โดยเน้นการปลูกผักภายใต้โรงเรือนและการลดการใช้สารเคมีเน้นให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมักทดแทนเพื่อเข้าสู่การปลูกพืชในระบบ GAP ตลอดจนถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตครอบครัวชาวเขาในโครงการฯ ให้ดีขึ้น และเดินหน้าพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าโครงการหลวงให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9” นายพันนุมาศ กล่าว





