ผู้เลี้ยงหมูก็ต้องวางแผนการเลี้ยงอย่างเป็นระบบไม่แห่เลี้ยงหมูตามกันเพียงเพราะมีราคาเป็นแรงจูงใจ พร้อมปรับตัวและรับมือกับภาวะขึ้นลงของราคาหมู
ปีนี้อุตสาหกรรมหมูทั้งโลกปั่นป่วน นับตั้งแต่ผู้ผลิตและส่งออกหมูรายใหญ่ของโลก อย่างสหรัฐอเมริกา ที่ราคาหมูดิ่งเหว โดยเมื่อย้อนดูตัวเลขราคาหมูขุน 3 ปีติดต่อกัน ในปี 2557 2558 และ 2559 จะเห็นว่าราคาหมูเฉลี่ยลดลงมาตลอดอยู่ที่ 60 40 และ 35 บาทต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ซึ่งปีนี้ราคาหมูสหรัฐฯ ตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี และยังมีแนวโน้มราคาลดลงอีก เนื่องจากปริมาณสุกรขุนที่เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเดือนกันยายน 2559 มีปริมาณสุกรขุนที่เลี้ยงถึง 68.4 ล้านตัว มากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2558 ที่ 62.9 ล้านตัว คิดเป็นปริมาณที่เลี้ยงเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 3
ไม่ต่างจากประเทศไทยที่ราคาหมูขุนปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยราคาหมูขุนหน้าฟาร์ม เฉลี่ยในปี 2557 อยู่ที่ 75 บาทต่อกิโลกรัม ปี 2558 อยู่ที่ 65 บาทต่อกิโลกรัม และช่วงปลายปี 2559 ราคาหมูเป็น กลับต่ำลงอีกอยู่ที่ 58-64 บาท สวนทางกับต้นทุนการผลิตที่สูงถึง 60-64 บาทแล้ว ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เรื่องราคาหมูนี้เมื่อมองดูข้อมูลในรอบหลายสิบปี จะพบว่าการขึ้นลงของราคาเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าซึ่งในวงการเรียกกันว่า “วัฏจักรหมู” หรือ “วงจรราคาหมู” จนมีสูตรที่ผู้เลี้ยงหมูรู้กันดีคือ “ดี 3 เสีย 1” หมายถึงเลี้ยงหมูได้ราคาดี 3-4 ปี แต่มีช่วงราคาตกต่ำ 1 ปี เนื่องจากในช่วงที่หมูราคาดี ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็มักจะขยายกำลังการผลิตให้มากขึ้น เพราะคิดว่า ตอนที่หมูราคาดีก็ต้องรีบผลิตจะได้ขายได้มากและมีกำไรมากๆ แต่เมื่อทุกคนคิดเหมือนกันแบบนี้ ย่อมทำให้ปริมาณผลผลิตหมูของประเทศสูงขึ้น จนเมื่อปริมาณหมูมากเกินความต้องการบริโภค ก็เข้าสู่ภาวะ “หมูล้นตลาด” ราคาขายจึงลดลงตามไปด้วย เหตุการณ์เช่นนี้พบในทุกสินค้าและเกิดขึ้นทั่วโลก ตามภาวะกลไกตลาดนั่นเอง
สำหรับปีนี้อุตสาหกรรมหมูไทยก็พบกับวัฎจักรหมูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกครั้ง โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติคาดการณ์การผลิตหมูขุนทั้งประเทศอยู่ที่ 17 ล้านตัวต่อปี หรือผลิตได้เฉลี่ยวันละ 46,575 ตัว ขณะที่การบริโภคภายในประเทศมีเพียง 40,000 – 43,000 ตัวต่อวัน จะเห็นได้ว่าไทยมีหมูส่วนเกินจากการบริโภคเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้ราคาหมูตกต่ำลง และเวลาที่เหลืออีก 3 เดือนนี้ ก็มีแนวโน้มที่ราคาจะลดลงอีก เนื่องจากปริมาณหมูขุนที่ผลิตได้นั้นยังมีอยู่มาก กำลังการผลิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการไม่ได้ลดลง ขณะที่การบริโภคก็ยังไม่กระเตื้อง
แล้วหนทางแก้ปัญหาคืออะไร? ...เรื่องนี้ต้องมองที่ประเด็นการบริโภคในประเทศที่ยังมีค่อนข้างต่ำเพียง 14 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อาทิ โปแลนด์ 40 กิโลกรัมต่อคนต่อปี , จีน 35 กิโลกรัมต่อคนต่อปี, เวียดนาม 29 กิโลกรัมต่อคนต่อปี , รัสเซีย 22 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ดังนั้นภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกระตุ้นการบริโภคเนื้อหมู ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี เหมาะกับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต และผู้ใหญ่ทุกช่วงอายุ หากการบริโภคเพิ่มขึ้นก็จะช่วยให้ปัญหาทุเลาลงได้ ที่สำคัญช่วงนี้ที่ราคาหมูลดต่ำลงก็จะเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่ได้รับประทานเนื้อหมูคุณภาพดี และยังเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ผู้เลี้ยงหมูก็ต้องวางแผนการเลี้ยงอย่างเป็นระบบไม่แห่เลี้ยงหมูตามกันเพียงเพราะมีราคาเป็นแรงจูงใจ พร้อมปรับตัวและรับมือกับภาวะขึ้นลงของราคาหมู และมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและควบคุมต้นทุนการผลิต เพื่อให้สามารถอยู่ได้ในธุรกิจนี้อย่างมั่นคงไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ที่สำคัญผู้ประกอบการควรแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตเพื่อป้องกันภาวะหมูล้นตลาด
จะว่าไปแล้วโอกาสของหมูไทยยังมีอยู่ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ แต่จะไปถึงจุดหมายหรือไม่ ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือและแรงหนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และควรทำแผนระยะยาวร่วมกัน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมหมูเกิดความยั่งยืน
โดยสังวาลย์ สยาม






