"บำรุงราษฎร์" ผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจเวียดนาม

"บำรุงราษฎร์" ผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจเวียดนาม

'หัวใจของเพื่อนบ้านก็สำคัญ'"บำรุงราษฎร์" ผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจเวียดนาม ไม่มีค่าใช้จ่ายมอบความหวังให้ของขวัญชีวิต

ความสำเร็จของโครงการ “รักษ์ใจไทย” โดยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และมูลนิธิเด็กโรคหัวใจในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ที่เข้าไปช่วยเหลือด้วยการตัดหัวใจให้แก่เด็กด้อยโอกาสที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

 

โครงการดังกล่าวช่วยเหลือผู้ป่วยไปแล้วกว่า 735 รายในระยะเวลากว่า 13 ปีและถือเป็นพันธกิจหลักทางสังคมของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่ยึดมั่นโดยการมีส่วนร่วมตอบแทนสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนโดยใช้ความสามารถศักยภาพและทรัพยากรที่โรงพยาบาลมีอยู่เพื่อช่วยสังคมให้ดีขึ้น ผลสำเร็จดังกล่าวถูกขยายต่อไปช่วยเหลือกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านด้วยเพราะสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญและการเจ็บป่วยต่างๆต้องได้รับการบรรเทาไม่แบ่งแยกว่าเป็นคนในเมืองหรือในชนบท

 

แนวคิดดังกล่าวถูกขยายต่อยอดออกมาเป็นโครงการ “ผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดผู้ยากไร้ในประเทศเวียดนาม” โดยเป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และโรงพยาบาลบำรงุราษฏร์ร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ณนครโฮจิมินห์สมาคมช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ณนครโฮจิมินห์และสายการบินไทยแอร์เอเชียซึ่งคัดเลือกชาวเวียดนามที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดรวม 5 คนเข้ารับการผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ประเทศไทยโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

 

โครงการนี้ริเริ่มขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาสในประเทศเพื่อนบ้านโดยอาศัยความเชี่ยวชาญและศักยภาพของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อีกทั้งยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปีรวมถึงการเฉลิมฉลอง 40 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและในโอกาสที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ครบ 36 ปี

 

เคาะประตูห้องพักผู้ป่วยโรคหัวใจชาวเวียดนามทั้ง 5 คนเพื่อสอบถามถึงความรู้สึกที่ได้รับการรักษาจากโครงการฯว่าเป็นอย่างไรและผลจากการรักษาชีวิตในอนาคตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน

หวอวันเหลียง) ชายหนุ่มในวัย 29 ปีที่ต้องทนทุกข์มาตลอดทั้งชีวิตกับโรคหัวใจที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเขาบอกเล่าตัวตนว่าเป็นชาวนาที่เช่าที่นาปลูกข้าวเพื่อยังชีพรายได้อันน้อยนิดพยุงตนเองภรรยาและลูกน้อยอีก 2 คนในวัย 7 และ 4 ขวบอาการของโรคหัวใจทำร้ายเขาอย่างหนักตั้งแต่อายุได้ 17 ปีอาการหายใจไม่ออกเหนื่อยง่ายหัวใจเต้นเร็วอย่างผิดจังหวะและเจ็บหน้าอกอาการที่ว่าเล่นงานอย่างเขาอย่างหนักหน่วงและผลที่ว่าก็ส่งผลไปยังการทำงานที่ต้องใช้เรี่ยวแรงเมื่องานต้องหยุดชะงักลงและนั่นคือผลกระทบต่อการใช้เงินเลี้ยงดูครอบครัวด้วย

 

กระทั่งหวอวันเหลียงเข้ารับการรักษาที่ประเทศเวียดนามการผ่าตัดครั้งแรกนั้นทำให้เขาดีขึ้นแต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่ชั่วยามไม่กี่ปีให้หลังจากนั้นอาการเขาเริ่มหนักมากขึ้นเรื่อยๆมีอากรไอเสียงแหบพร่าร้ายแรงที่สุดคือไม่สามารถนอนหลับได้เหมือนกับคนปกติเพราะไม่สามารถนอนราบได้ยามนอนต้องนั่งหลับเพราะหากทิ้งตัวลงนอนจะทำให้หายใจไม่ออก

 

"จนหมอที่เวียดนามแนะนำโครงการฯที่ช่วยเหลือผ่าตัดหัวใจกับผู้ป่วยชาวเวียดนามและได้สมัครเข้าโครงการผ่านสมาคมช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ณนครโฮจิมินห์กระทั่งผ่านการคัดเลือกและเดินทางสู่ประเทศไทยเพื่อการรักษาผมถือว่าตัวเองโชคดีมากและเหมือนเกิดใหม่เลยทีเดียวภรรยาผมก็ดีใจที่ผมแข็งแรงขึ้น" หวอวันเหลียงบอกถึงความรู้สึกขณะที่ภรรยาคู่ชีวิตคอยดูแลอยู่ข้างกายไม่ห่างไปไหน หลังเข้ารับการผ่าตัดหวอวันเหลียงรู้สึกมีกำลังวังชาขึ้นมาเรื่อยๆการเดินเหินเข้าสู่ภาวะปกติที่สำคัญคือเขาสามารถนอนราบได้เหมือนคนทั่วๆไปและความหวังของชีวิตก็เริ่มประกายแสงให้อีกครั้งพร้อมเป้าหมายที่จะกลับไปทำการเกษตรเช่นเดิมและระหว่างพักฟื้นก็ได้พบว่าการปลูกพริกไทยถือเป็นเกษตรใหม่ที่เขาเริ่มสนใจ

 

"ลูกสาวคนเล็กของผมก็มีอาการหัวใจผิดปกติซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องรักษากันอย่างไรเพราะเราก็รายได้น้อยแต่อาศัยว่าผมแข็งแรงขึ้นคงจะทำงานได้มากขึ้นและมีเงินเก็บที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน" หวอวันเหลียงทิ้งท้ายด้วยความหวังและรอยยิ้มไม่ต่างจาก Thach Thi Chi (ถัคถิชี) ในวัย 33 ปีที่เข้ารับการรักษาผ่าตัดโรคหัวใจเช่นกันเธอเดินทางมายังประเทศไทยพร้อมกับ Thach Don (ถักเซิน) สามีทั้งสองเป็นชาวนาที่ประเทศเวียดนามผู้มีรายได้ต่อวันเพียงแค่ 150 บาท  เมื่อ 2 ปีก่อนเธอเหนื่อยง่ายหายใจติดขัดและมีอาการแน่นหน้าอกกระทั่งทำงานต่อไปไม่ไหวบวกกับอาการข้างต้นเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆสามีจึงตัดสินใจพาเธอไปพบหมอที่โรงพยาบาลท้องถิ่นจากการวินิจฉัยก็พบว่าเธอเป็นโรคหัวใจและทางรอดทางเดียวคือการผ่าตัดเท่านั้น แต่ราคาค่ารักษาราว 1.5-2 แสนบาทก็แพงเกินกว่าครอบครัวถัคถิชีจะรับไหวความเครียดเริ่มเกาะกุมตัวเธอความคิดวิ่งวนในหัวว่าต้องยอมรับสภาพเพราะหากจะไปรักษาด้วยการผ่าตัดเธอและสามีจะหาเงินจากที่ไหน

 

ถักเซินผู้เป็นสามีบอกว่าถึงแม้จะไม่มีเงินก็ขอไม่ยอมแพ้พยายามหาทุกวิถีทางเพื่อให้สุขภาพของถัคถิชีดีขึ้นกระทั่งมาเจอโครงการฯจากประเทศไทยจึงสมัครเข้าโครงการแทนภรรยาผ่านหมู่บ้านเพราะคิดว่าทางรอดเดียวที่จะเกิดขึ้นได้คือโครงการนี้เท่านั้นท้ายสุดได้ผ่านการคัดเลือกและขึ้นเครื่องบินมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  ผมมีความสุขมากๆภรรยาผมจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง" ถักเซินย้ำถึงความรู้สึกหลังภรรยาได้รับการผ่าตัดหัวใจ

 

ถัคถิชีเล่าเสริมว่าก่อนจะมารักษามีความกังวลเช่นกันและเกิดความเครียดอย่างหนักขณะขึ้นเครื่องบินระหว่างที่เครื่องบินบินอยู่ภรรยามีอาการเหมือนจะเป็นลมหายใจลำบากแต่ก็โชคดีที่มีคณะแพทย์และพยาบาลของบำรุงราษฎร์ร่วมเดินทางด้วยจึงได้รับการดูแลจนอาการดีขึ้นแต่เมื่อหลังการผ่าตัดแล้วได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นอย่างดีตนเป็นคนที่โชคดีมาก  "คุณหมอเก่งดีใจมากที่จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆขอบคุณมากๆที่ดูแลรักษาคนยากไร้อย่างเราแม้จะต่างบ้านต่างเมืองกันก็ตาม" ถัคถิชีบอกพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้น

ด้าน Truong Thi Hoang Diem (ทูงถิวังเสียม) หญิงในวัย 39 ปีเมื่อ 7 ปีก่อนเธอมีอาการนอนไม่หลับนอนราบไม่ได้เหนื่อยหอบหายใจไม่สะดวกรุนแรงที่สุดคือกินอาหารเข้าไปแล้วต้องอาเจียนออกมาทั้งหมดกำลังวังชาที่เคยมีมาเริ่มถดถอยทูงถิวังเสียมจึงไปหาหมอเพราะร่างกายตนเองนั่นผิดปกติและผลการตรวจทำให้เธอทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคหัวใจที่เข้าขั้นวิกฤตแล้ว   การรักษาที่ประเทศเวียดนามโรงพยาบาลแจ้งเธอว่าจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเพราะไม่เช่นนั้นอาการจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

"หมอบอกว่าจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้" ทูงถิวังเสียมสะท้อนความรู้สึกพร้อมน้ำตา  แต่เมื่อทราบราคาค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 2 แสนบาทเพื่อต่อลมหายใจให้ตัวเองทูงถิวังเสียมและสามีก็ต้องจำใจยอมรับสภาพเพราะลำพังรายได้ตนเองและสามีจะซื้อยามากินยังนับว่ายากดังนั้นการผ่าตัดแทบไม่ต้องพูดถึงทูงถิวังเสียมเล่าว่านอนโรงพยาบาลอยู่ 2 เดือนเพื่อรักษาตัวกระทั่งเงินที่่ใช้รักษาหมดจึงขอหมอกลับบ้านมีความหวังเพียงแค่ว่าจะรักษาตนเองตามมีตามเกิด

 

"เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ครบ 3 เดือนก็นำไปขายครั้่งหนึ่งก็จะได้เงินราว 3 พันบาท" ทูงถิวังเสียมย้ำถึงความทุกข์ยากและว่ากระทั่งหมอที่โรงพยาบาลได้ติดต่อมาบอกว่ามีโครงการฯจากประเทศไทยที่พร้อมจะดูแลและรักษาผ่าตัดหัวใจให้กับผู้ยากไร้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจึงสมัครเข้าโครงการด้วยความหวังริบหรี่เพราะไม่คิดว่าจะผ่านการคัดเลือกแต่ท้ายสุดก็ได้รับการคัดเลือกและผ่านการรักษาไปแล้วและดีใจมากที่จะได้กลับไปแข็งแรงอีกครั้งเพราะสุขภาพที่ดีจะเปลี่ยนเป็นแรงกายที่ใช้ทำงานเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว

สาวเวียดนามวัย 26 อย่าง Nguyen Thi Huong (เหวียนถิเฮือง) ก็ต้องมาป่วยด้วยโรคหัวใจเช่นกันสิ่งที่เลี้ยงชีพของเธอคือเปิดร้านตัดผมร่วมกับสามีรายได้เล็กน้อยส่วนหนึ่งต้องแบ่งจ่ายค่าเช่าร้านและใช้กินอยู่ในแต่ละเดือนแต่แล้วอาการของโรคหัวใจที่เหวียนถิเฮืองไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ในตัวเองก็เริ่มออกฤทธิ์อย่างหนักทำให้เหนื่อยง่ายหายใจไม่สะดวกและส่งผลให้เธอต้องปิดร้านไปในบางวันวันไหนมีเรี่ยวแรงจึงออกให้บริการตัดผมลูกค้าและผลกระทบต่อร่างกายก็ส่งผลเสียต่ออาชีพการงานทำให้ลูกค้าของเหวียนถิเฮืองเริ่มหนีหายเพราะเธอปิดร้อนบ่อยครั้งเนื่องด้วยปัญหาโรคหัวใจ  และท้ายสุดร้านเสริมสวยที่เช่าเขาอยู่ก็ต้องปิดตัวลงมากว่า 1 ปีแล้วเพราะเหวียนถิเฮืองหารายรับมาให้กับรายจ่ายไม่ไหว

 

"พอไปหาหมอก็เพิ่งรู้ว่าเป็นโรคหัวใจตั้งแต่เกิดและอาการทรุดหนักมาระยะ 1 ปีให้หลังการจะไปผ่าตัดไม่ต้องพูดถึงเพราะหารายได้มาจ่ายค่าเช่าร้านยังไม่ได้นอนรอความหวังกระทั่งโรงพยาบาลที่เคยเข้ารักษาตัวแจ้งข่าวดีมา" เหวียนถิเฮืองเล่าถึงความหลัง  ข่าวดีที่ว่าคือโครงการผ่าตัดหัวใจให้กับผู้ยากไร้ชาวเวียดนามโดยโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดเหวียนถิเฮืองจึงตัดสินใจสมัครเข้าโครงการและผลจากการคัดเลือกปรากฎว่าเธอเข้าข่ายที่ต้องเข้ารับการรักษาและผลการรักษาที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เหวียนถิเฮืองบอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงขณะพักฟื้นคือหายใจสะดวกมากขึ้นกว่าเดิมเดินเหินได้อย่างมีเรี่ยวแรงและทั้งหมดคือกำลังใจอันสำคัญที่จะได้เห็นสุขภาพตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น

 

"หมอโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์บอกว่าให้เดินมากขึ้นต้องขอขอบคุณโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่ช่วยรักษาหากไม่ได้โครงการนี้ก็ไม่รู้ว่าชีวิตตัวเองจะเป็นอย่างไรส่วนอนาคตคิดว่าจะกลับไปเปิดร้านเสริมสวยอีกครั้งแต่ก่อนอื่นต้องหาเงินเปิดร้านให้ได้ก่อน" เหวียนถิเฮืองเล่าด้วยแววตาที่มีความหวัง ผู้โชคดีจากเวียดนามรายที่ 5 ซึ่งเป็นรายสุดท้ายของโครงการช่างน่าสนใจไม่น้อยเพราะเป็นหนูน้อยวัยเพียงแค่ 8 เดือนชื่อ Le Thanch Thao (เลทังเถ่า) หรือน้องซาลี่ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิดมาพร้อมคุณแม่คือ Nguyen Thi Dong (เหวียนถิดง) เพื่อเข้ารับการรักษาผ่าตัดโรคหัวใจเด็กสาวผู้มาพร้อมกับหัวใจที่ผิดปกติตั้งแต่แรกเกิดทักทายด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะโลกของเธอสดใสขึ้นและทำให้กลุ่มผู้เข้าเยี่ยมยิ้มไปพร้อมกับเธอ

 

แม่ของน้องซาลี่เล่าว่าเมื่อคลอดหมอได้บอกว่าลูกสาวป่วยเป็นโรคหัวใจและยังเป็นโรคปากแหว่งพ่วงมาด้วยจึงมีความเครียดอย่างหนักกังวลว่าจะรักษาลูกสาวได้อย่างไรเพราะรายได้หลักที่มาจากการปลูกข้าวโพดในไร่ที่เช่านายทุนก็ได้เพียงแค่เดือนละ 1,000 บาทเท่านั้นนอนกอดลูกสาวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่ 2 สัปดาห์ก็ต้องออกเพราะไม่มีเงินจะรักษาน้องซาลี่  "สงสารน้องซาลี่มากเกิดมาต้องมาเจอถึง 2 โรค" หลังประโยคนี้น้ำตาของเหวียนถิดงก็พรั่งพรูเธอเล่าว่าโชคดีที่ได้รับเข้าโครงการผ่าตัดโรคหัวใจให้กับผู้ยากไร้ชาวเวียดนามที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และยังถือเป็นโชคอีกครั้งที่คณะแพทย์ผ่าตัดโรคปากแหว่งให้กับน้องซาลี่ด้วยดีใจมากและขอบคุณโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มากๆตอนนี้หัวใจของน้องซาลี่เป็นปกติแล้วและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้มอบของขวัญชิ้นพิเศษให้คือสุขภาพของลูกสาว" เหวียนถิดงบอกพร้อมน้ำตา

 

ความหวังในอนาคตเหวียนถิดงอยากเห็นน้องซาลี่มีสุขภาพที่แข็งแรงเหนืออื่นใดและอยากให้เธอได้ร่ำเรียนสูงๆไม่ต้องมาลำบากเหมือนกับแม่ของเธอ  ด้านนายแพทย์ปรีชาเลาหคุณากรกุมารเวชแพทย์โรคหัวใจเด็กโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์แพทย์ในโครงการฯ กล่าวเสริมว่านับเป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่โครงการรักษ์ใจไทยได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในประเทศเวียดนามเพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสที่จะมีสุขภาพสมบูรณ์มีชีวิตที่เป็นปกติซึ่งการกระบวนการรักษาทุกอย่างไม่เสียค่าใช้จ่าย 

 

“โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีนโยบายช่วยเหลือสังคมในด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องโครงการนี้ ได้ช่วยผ่าตัดหัวใจผู้ใหญ่ 4 ราย และเด็กเล็กอายุเพียง 7เดือน 1 รายซึ่งการผ่าตัดหัวใจโดยเฉพาะเด็กเล็กนั้นมีความยากและซับซ้อนกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมากทั้งนี้ด้วยความแตกต่างของขนาดหัวใจสำหรับกรณีของเด็กเล็กรายนี้มีอาการของปากแหว่งร่วมด้วย หลังจากการผ่าตัดหัวใจแล้วเสร็จและเด็กมีอาการดีขึ้น ทางโครงการ จึงได้ช่วยผ่าตัดตกแต่งปากแหว่งให้อีกด้วย เพื่อให้เด็กน้อยคนนี้ได้มีคุณภาพชีวิตที่เป็นปกติมากยิ่งขึ้นจึงต้องอาศัยคณะแพทย์และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้นซึ่งทางโรงพยาบาลฯเองมีความพร้อมในด้านนี้อยู่แล้วจึงมีความยินดีช่วยเพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนาม” นายแพทย์ปรีชากล่าวทิ้งท้าย 

 

อนึ่งจากข้อมูลพบว่ามีเด็กชาวเวียดนามที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดเป็นจำนวนมากกว่า 15,000 รายในแต่ละปีจากจำนวนเด็กแรกเกิด 1.5 ล้านคน (ข้อมูลปี 2556 จาก US National Library of Medicine National Institute of Health) ซึ่งจำนวนหนึ่งจำเป็นจะต้องได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ด้วยการผ่าตัดมิฉะนั้นจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหรือมีร่างกายไม่สมบูรณ์

ขอขอบคุณสถานกงสุลใหญ่ณนครโฮจิมินห์สมาคมช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ณนครโฮจิมินห์และสายการบินไทยแอร์เอเชียที่ร่วมกันช่วยเหลือผู้ป่วยในโครงการฯนี้