จัดอยู่ในกลุ่ม “Leaders” ตามมาด้วยกลุ่ม “Contenders” ด้านวิสัยทัศน์ นวัตกรรมด้านดิจิทัลและบริการความยั่งยืนของแผนงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
หัวเว่ยเปิดตัวดัชนีชี้วัดเมืองอัจฉริยะ (UK Smart Cities Index)ขึ้นที่สถาบัน Institution of Engineering and Technology(IET) ใจกลางกรุงลอนดอน เพื่อประเมินสถานภาพความเป็นอัจฉริยะของเมืองชั้นนำ10แห่งทั่วสหราชอาณาจักร ไฮไลท์การใช้เทคโนโลยีพัฒนาเมืองที่ยอดเยี่ยม รวมถึงค้นหาความท้าทายและอุปสรรคในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยหัวเว่ยได้มอบหมายให้บริษัทวิจัยที่ปรึกษา NavigantResearchดำเนินการเก็บข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบและจัดลำดับความก้าวหน้าในการพัฒนาเมืองด้านต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งแต่ระบบขนส่งสาธารณะไปจนถึงการจัดเก็บขยะ ผลการวิจัยพบว่า ลอนดอนและบริสตอล เป็นเมืองอัจฉริยะระดับแถวหน้าของสหราชอาณาจักรโดยจัดอยู่ในกลุ่ม “Leaders” ตามมาด้วยกลุ่ม “Contenders” ซึ่งมีเบอร์มิ่งแฮม อยู่ในลำดับสาม ต่อด้วยกลาสโกว์ แมนเชสเตอร์ และมิลตัน คีนส์
การจัดลำดับเมืองอัจฉริยะในสหราชอาณาจักรตามดัชนีชี้วัดเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ยซึ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรกนี้คำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกตามเกณฑ์ต่างๆ ทั้งในแง่กลยุทธ์และการดำเนินการ ครอบคลุมทั้งด้านวิสัยทัศน์ นวัตกรรมด้านดิจิทัลและบริการความยั่งยืนของแผนงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมและการเข้าถึงบริการของชุมชน เป็นต้น โดยได้ทำการคัดเลือกเมืองในสหราชอาณาจักร10แห่งที่มีนโยบายการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่โดดเด่นประกอบด้วยเมืองเบอร์มิ่งแฮมบริสตอล กลาสโกว์ ลีดส์ ลอนดอน แมนเชสเตอร์ มิลตัน คีนส์ น็อตติ้งแฮม ปีเตอร์โบโรห์ และเชฟฟิลด์
เมืองลอนดอนและบริสตอลได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม“Leaders” เนื่องจากเป็นผู้นำร่องในการนำนวัตกรรมต่างๆ มาปรับใช้กับเมือง อาทิ ลอนดอนประสบความสำเร็จเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมรถติดและการใช้นวัตกรรมด้านการเดินทางขนส่งต่าง ๆ รวมไปถึงโครงการลอนดอน ดาต้าสโตร์ ในขณะที่โครงการ “Bristol Is Open”ของเมืองบริสตอลเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยบริสตอล สภาเมืองบริสตอล และบริษัทพันธมิตรอีกหลายแห่ง เพื่อสร้างเครือข่ายนวัตกรรมระดับเมือง ส่วนโครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจยังรวมถึงแผนพัฒนาอีสต์ เบอร์มิ่งแฮม ให้เป็นเขตสมาร์ทเทคโนโลยีของเมืองเบอร์มิ่งแฮม โครงการตัวอย่างเมืองอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ ของเมืองแมนเชสเตอร์ หลากหลายโครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตัวอย่างเมืองแห่งอนาคตของเมืองกลาสโกว์ และโครงการ MK:Smartซึ่งเป็นความร่วมมือด้านอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ ของเมืองมิลตัน คีนส์ ร่วมกับ Open Universityและพันธมิตรอื่นๆ
ดัชนีชี้วัดนี้ยังแสดงให้เห็นถึงปัจจัย 5 อย่างที่สมาร์ทซิตี้ที่ประสบความสำเร็จทุกโครงการมีเหมือน ๆ กัน นั่นคือ ความสำคัญของการเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์ ความจำเป็นในการเน้นความต้องการและความเข้มแข็งของท้องถิ่น ความสำคัญของการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม การสร้างพันธมิตรในท้องถิ่น และความเข้าใจด้านประโยชน์ของการปฏิรูปข้อมูลที่จะช่วยพัฒนาบริการให้ดีขึ้นและกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
รายงานยังได้เน้นถึงบทบาทสำคัญของรัฐบาลอังกฤษในการผลักดันให้เกิดเมืองอัจฉริยะ ผ่านโครงการสาธิตด้านอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์และเมืองแห่งอนาคต ด้วยการมอบทุนสนับสนุนให้แก่เมืองที่ชนะรางวัลเหล่านี้ ในขณะที่การสร้างศูนย์นวัตกรรมประจำเมือง“Future Cities Catapult”ได้ก่อให้เกิดกระแสความสนใจอย่างต่อเนื่อง และเกิดการตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการลดช่องว่างระหว่างการให้งบสนับสนุนโครงการตัวอย่างและการนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์แบบเต็มรูปแบบ
รายงานนี้ยังได้บอกถึงความจำเป็นของโครงการตัวอย่างในอนาคต ที่จะต้องเน้นทั้งผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริงและความเป็นไปได้ทางธุรกิจ รวมไปถึงการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในวงกว้างและการถ่ายโอนความรู้ระหว่างเมืองต่างๆ ในอังกฤษ
สมาชิกสภาเอ็ด ไวซี่ย์ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลของอังกฤษ กล่าวในงานพิธีเปิดว่า “ดัชนีชี้วัดความเป็นเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ยได้ไฮไลท์เมืองต่างๆ ที่ได้พัฒนาโครงการดิจิทัลใหม่ๆ และวัดผลความสำเร็จของโครงการเปรียบเทียบกัน ผมหวังว่า มันจะช่วยกระตุ้นให้ผู้นำของเมืองต่างๆ แบ่งปันตัวอย่างความสำเร็จและส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน เพราะการใช้งานข้อมูลและเทคโนโลยีที่ฉลาดกว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโต และช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนนโยบายการสร้างเมืองอัจฉริยะอย่างเต็มที่ ด้วยการสร้างศูนย์นวัตกรรมเมืองFuture Cities Catapultและโครงการเมืองตัวอย่างด้านอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ และเราก็ต้องขอบคุณรายงานฉบับนี้ด้วย”
มร. กอร์ดอน หลัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หัวเว่ย สหราชอาณาจักร กล่าวว่า “ตั้งแต่โครงการBristol is Openของเมืองบริสตอล ไปจนถึงผู้ขับขี่ยานยนต์อัตโนมัติของเมืองมิลตัน คีนส์ ยังมีโครงการสมาร์ทซิตี้ที่ยอดเยี่ยมอีกมากมายทั่วสหราชอาณาจักร เราต้องการทำความเข้าใจว่าโครงการเหล่านี้มีความทันสมัยเพียงใด และสิ่งใดที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากโครงการต่างๆ เหล่านี้ ดัชนีเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ยชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้ สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีความทันสมัยในด้านนี้มากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป แต่ก็ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังมีงานอีกมากที่จะต้องทำเพื่อผนึกกำลังอันมีประสิทธิภาพระหว่างเจ้าหน้าที่ของเมืองและผู้จัดหาเทคโนโลยี และทำให้ประชาชนจำนวนมากขึ้นเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้เหล่านี้”
มร. อีริค วู้ดส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัทที่ปรึกษา Navigant Researchซึ่งทำหน้าที่เก็บข้อมูล กล่าวว่า “ลอนดอนและบริสตอลมีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านของการผสมผสานนวัตกรรมด้านเทคนิคเข้ากับกลยุทธ์ในการพัฒนาเมือง แต่ก็ยังมีอีกหลายเมืองที่มีคะแนนใกล้เคียงกับสองเมืองนี้ ข้อมูลจากงานวิจัยของเราบ่งบอกได้ว่า ผู้นำของเมืองจะต้องฝังแนวความคิดเรื่องศักยภาพความอัจฉริยะเข้าไปในโครงการพัฒนาเมืองด้านต่างๆ ตลอดจนรัฐบาลกลางและเมืองต่างๆ จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้โครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จได้รับการขยายให้ครอบคลุมประชากรทั้งหมด”






