วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐเตรียมเก็บอากรโรงฆ่า...ทำลายอุตสาหกรรมไก่ไทยทั้งระบบ

อุตสาหกรรมไก่นับเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของคนไทย ที่ต้องขอฝากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองโปรดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน อย่าทำลายห่วงโซ่อุตสาหกรรมสัตว์ปีก

(ร่าง) พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. ... ที่เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อกลางเดือนมกราคม 2559 ที่ผ่านมานั้นมีสาระสำคัญและรายละเอียดบางอย่างที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน แม้เจตนารมณ์ของ (ร่าง) พรบ.จะเป็นไปเพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัย แต่ในตารางแนบท้าย กลับมีการกำหนดให้เก็บอากรการฆ่าและค่าธรรมเนียมการรับรองให้จำหน่ายด้วย ซึ่งจุดนี้กลายเป็นประเด็นที่สวนทางเจตนารมณ์ดังกล่าวโดยสิ้นเชิง และยังรุนแรงถึงขั้นทำลายล้างอุตสาหกรรมไก่ทั้งระบบทีเดียว  

 

ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนเรียกเก็บอากรดังกล่าวกับอุตสาหกรรมไก่ไทย ด้วยต้องการส่งเสริมสินค้าเกษตรของไทยให้สามารถส่งออกไปขายในต่างประเทศ แข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการรายย่อยนำสัตว์ปีกเข้าเชือดในโรงฆ่ามาตรฐานเพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภคแทนการฆ่าตามโรงฆ่าเถื่อน ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จ กระทั่งทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ส่งออกไก่อันดับ 4 ของโลกได้อย่างน่าภาคภูมิ  

 

แต่ตารางแนบท้ายใน (ร่าง) พ.ร.บ.ดังกล่าว กลับกำหนดอัตราอากรการฆ่าไว้สูงถึงตัวละ 2 บาท และค่าธรรมเนียมการรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์อีกตัวละ 2 บาท และเมื่อพิจารณาจากปริมาณการผลิตไก่เนื้อของไทยที่ 1,400 ล้านตัวต่อปี เท่ากับจะเกิดการเสียอากรและธรรมเนียม สูงถึงปีละเกือบ 6,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการจำนวนมหาศาล

 

เมื่อต้นทุนสูงขึ้นขนาดนี้ โอกาสที่ไทยจะสูญเสียตำแหน่งผู้ส่งออกไก่อันดับ 4 ของโลกก็เป็นไปได้สูง เนื่องจากไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกเช่น บราซิล ผู้ส่งออกไก่เบอร์ 1 ของโลก หรือแม้แต่คู่แข่งสำคัญอย่าง สหรัฐอเมริกาและจีน ที่ล้วนมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย

 

รัฐบาลประเทศบราซิลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมไก่ ต้องการส่งเสริมให้เป็นโปรดักส์แชมป์เปี้ยน เพื่อนำเงินตราเข้าไปพัฒนาประเทศ นอกจากจะไม่มีการเรียกเก็บอากรการฆ่าและค่าธรรมเนียมใดๆแล้ว ยังสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ในทุกด้าน ส่งผลให้บราซิลกลายผู้ส่งออกไก่เบอร์ 1 ของโลก ด้วยบราซิลเป็นประเทศที่มีพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งข้าวโพด และถั่วเหลืองอย่างพอเพียง ทำให้ต้นทุนการผลิตไก่เนื้อของบราซิล ต่ำมากเพียง 25 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ไก่ไทยมีต้นทุนสูงถึง 34-35 บาทต่อกิโลกรัม จากความจำเป็นที่จะต้องซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ในราคาสูง ตามนโยบายคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ ... เห็นตัวเลขขนาดนี้ คงพอเข้าใจได้ว่าไก่ไทยจะแข่งขันในตลาดโลกได้ยากเพียงใด

 

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมไก่ไทยก็ยังสู้อุตส่าห์พัฒนาตัวเองตามมาตรฐานสากล ทำการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพกระทั่งสามารถเติบโตมาเป็นผู้ส่งออกอันดับ 4 ของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศกว่าปีละ 9 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะส่งออกได้ถึง 1 แสนล้านบาทในเร็วๆนี้ ซึ่งจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

แต่หาก (ร่าง) พรบ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ นั่นจะเป็นอุปสรรคสำคัญให้ประเทศไทยไม่สามารถส่ง ออกได้ถึง 1 แสนล้านบาทตามที่คาดการณ์ เนื่องจากเป็นภาระต้นทุนมหาศาลดังกล่าว จะทำให้ไก่ไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งใดๆได้เลย เมื่อปลายทางขายไม่ออก ส่งออกไม่ได้ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ย่อมประสบภาวะขาดทุนกระทั่งไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ต่อไป อาจจำต้องเลิกกิจการฟาร์ม ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ เดือดร้อนกันทั้งระบบตลอดห่วงโซ่การผลิต และทุกขั้นตอนของห่วงโซ่นี้ ล้วนก่อให้เกิดรายได้แก่คนในประเทศ เป็นเงินหมุนเวียนที่มีคนไทยเกี่ยวข้องกว่า 2 ล้านคน

 

อุตสาหกรรมไก่นับเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของคนไทย ที่ต้องขอฝากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองโปรดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน อย่าทำลายห่วงโซ่อุตสาหกรรมสัตว์ปีกที่คนไทยสู้อุตส่าห์สร้างมา ให้ต้องล่มสลายเลย./

โดย สังวาลย์ สยาม : นักวิชาการอิสระ