Public Cloudกับความท้าทายขององค์กร

Public Cloudกับความท้าทายขององค์กร

ระบบ Public Cloud เพื่อประโยชน์สูงสุดในการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้อย่างที่ควรจะเป็น

 

Public Cloudกับความท้าทายขององค์กร

 

                การเข้ามาของยุคคลาวด์คอมพิวติ้ง(Cloud Computing)ได้นำความหวังใหม่มาสู่วงการไอที โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านประสิทธิภาพและความคุ้มทุน ดังจะเห็นได้จากการที่กลุ่มองค์ขนาดใหญ่นำระบบ Cloud Computing ไปใช้เพิ่มขึ้นอย่างจริงจังทั้งนี้ Gartner ยังได้ระบุว่าการใช้จ่ายด้านระบบคลาวด์สาธารณะ หรือPublic Cloud ในแถบเอเชีย-แปซิฟิกจะสูงถึง 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015 นี้

 

                กล่าวได้ว่ากลุ่มผู้บริหารระดับสูงด้านไอทีในองค์กรขนาดใหญ่ในปัจจุบัน รวมถึงในวงการธนาคารและประกันภัย ต่างได้รับแรงกดดันอย่างมากจากกลุ่มผู้บริหารระดับสูงด้านการเงิน เมื่อเทียบกับสถานการณ์เมื่อ 1-2 ปีก่อนให้ทำการนำข้อมูลไปยังระบบ Public Cloud เพื่อประโยชน์สูงสุดในการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้อย่างที่ควรจะเป็น และเมื่อองค์กรจะเลือกใช้งานระบบคลาวด์สาธารณะหรือPublic Cloudเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ควรจะต้องคำนึงถึงในด้านใดบ้าง

 

            1.ความท้าทายด้านแอพลิเคชั่น

            ปัญหาหนึ่งก็คือการแพร่หลายอย่างรวดเร็วของแอพลิเคชั่นในองค์กร ซึ่งแอพลิเคชั่นดังกล่าวถูกออกแบบมาให้สื่อสารกับระบบจัดเก็บข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรโดยใช้ CIFS และ NFS protocolซึ่งไม่สามารถสื่อสารเข้ากับข้อมูลที่ถูกเก็บไว้กับผู้ให้บริการด้าน Public Cloud ได้ดีเพราะส่วนใหญ่สื่อสารผ่าน HTTP protocolดังนั้นทางออกคือการเขียนแอพลิเคชั่นขึ้นใหม่ แต่นั่นเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ผู้บริหารระดับสูงด้านไอทีจะเลือกทำ เนื่องจากกังวลในเรื่องของความผิดพลาดของระบบ หรือแอพลิเคชั่นทำงานล้มเหลวโดยเฉพาะในแอพลิเคชั่นที่สำคัญๆ ซึ่งหากหยุดทำงานย่อมส่งผลให้การทำงานในองค์กรกลายเป็นอัมพาตไปด้วย

 

                ขณะเดียวกันโซลูชั่นเทคโนโลยีบริหารจัดการเนื้อหา(content management solutions) ใหม่ๆที่ทันสมัยจะสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้ได้โดยทำตัวเหมือนเป็นล่ามสำหรับแพลิเคชั่นต่างๆ ช่วยในการแบ่งชั้นข้อมูล (Data Tiering)ในระบบ Public Cloudให้ทำงานได้อย่างเต็มที่และเป็นไปตามนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อไปยังบริการคลาวด์สาธารณะทั้งMicrosoft Windows® Azure, Amazon S3, Verizon Cloud , Google Cloud Platform รวมทั้งระบบบริการ cloud-based archiving ซึ่งเป็น คลาวด์สาธารณะของ ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ เอง (ซึ่งปัจจุบันบริการในสหรัฐอเมริกา) หรือ สามารถเชื่อมไปยังคลาวด์สาธารณะของผู้ให้บริการในประเทศไทยโดยไม่เปลี่ยนแปลงโค๊ดในแอพลิเคชั่นนั้นๆ ทำให้แอพลิเคชั่นต่างๆ สามารถพร้อมใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างองค์กรและระบบคลาวด์สาธารณะ

 

            2.การคำนวณค่าใช้จ่าย

                แม้ปัญหาด้านแอพลิเคชั่นจะสามารถแก้ไขได้ แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ในบางกรณีแม้การใช้ Public Cloud มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ก็สามารถสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาในอนาคตซึ่งข้อมูลที่กลุ่มผู้บริหารระดับสูงด้านไอทีรู้ แต่กลุ่มผู้บริหารระดับสูงด้านการเงินและสายธุรกิจอาจคาดไม่ถึงคือการเก็บข้อมูลในระบบ Public Cloud อาจดูประหยัด แต่จริงๆแล้วการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวเพื่อนำมาใช้ยามจำเป็นจะกลายเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงเป็นอย่างมากตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการดึงไฟล์ข้อมูลจำนวนมากออกมาเพื่อทำการวิเคราะห์ เป็นต้น

 

                จากการที่ได้พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงด้านการเงินของบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาซึ่งปริมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ธุรกิจนี้อยู่ในช่วงวันหยุดปลายปี (พฤศจิกายน – ธันวาคม) บริษัทจึงมีการใช้แอพลิเคชั่นบางตัวเพื่อการวิเคราะห์ในข้อมูลขนาดใหญ่ในช่วงเดือนมกราคมเพื่อจัดทำรายงานด้านการขาย ซึ่งทำให้บริษัทประสบปัญหาอย่างมากในการจัดเก็บข้อมูลและทำให้ต้องใช้งานกับทรัพยากรระบบคอมพิวเตอร์อย่างหนักดังนั้น บริษัทค้าปลีกดังกล่าวจึงตัดสินใจย้ายแอพลิเคชั่นดังกล่าวไปไว้บน Public Cloud จนถึงเดือนธันวาคมต่อมา ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายโดยประมาณอยู่ระหว่าง 90,000 – 95,000 เหรียญสหรัฐซึ่งก็เป็นที่น่าพอใจของบริษัทที่สามารถจะรับได้แต่ในเดือนมกราคมถัดไปมีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายสูงถึง 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งต้นเหตุหลักของค่าใช้จ่ายมหาศาลดังกล่าวเกิดจากกลุ่มผู้ใช้งานในสายงานธุรกิจที่ไม่รู้ว่าข้อมูลต่างๆ ได้ไปอยู่บน Public Cloud แล้วทำให้เกิดการสั่งงานจำนวนมหาศาลและเสียเวลาอย่างมากในการอ่านข้อมูลจำนวนมาก จนทำให้ไปเพิ่มค่าใช้จ่ายในที่สุด

 

                ข่าวดีคือกรณีนี้จะไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับหากมีการใช้ “โซลูชั่นบริหารจัดการเนื้อหาใหม่ๆที่ทันสมัย” มาตอบโจทย์เพราะเทคโนโลยีจะสามารถรักษาข้อมูลmeta dataไม่ว่าจะเป็นชื่อไฟล์ ผู้สร้างไฟล์ รวมถึงกำกับเวอร์ชั่นข้อมูลในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และแม้แต่ข้อมูลที่ถูกบริหารกำกับว่าไฟล์ประเภทไหนเหมาะกับผู้ใช้เฉพาะคน ทำให้สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและประหยัดกว่าโดยจัดการ ณ ที่ศูนย์ข้อมูลองค์กรก่อน ตัวอย่างเช่น การสอบบัญชีซึ่งต้องใช้ไฟล์จำนวนหลายพันไฟล์จากปีก่อนๆ เพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง ด้วยโซลูชั่นล่าสุดด้านเนื้อหาชนิดนี้ช่วยให้การเรียกดูข้อมูลสามารถทำได้ทันทีช่วยให้ทำงานได้เร็วกว่า และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเรียกดูข้อมูลจากระบบ Public Cloud อีกด้วย

 

            3. การบีบอัด

            แม้จะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายจากการเรียกดูข้อมูลได้ แต่ผู้ให้บริการยังคิดค่าบริการตามจำนวน petabyte ซึ่งจะทำให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจได้ในยุค Big Data เช่นปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลสามารถสร้างความเจ็บปวดให้เป็น 2 เท่าเมื่อผู้ให้บริการระบบ Public Cloud ทำการบีบอัดข้อมูลที่ได้รับแล้วแต่ยังคิดค่าบริการลูกค้าตามจำนวนข้อมูลจริงเรื่องดังกล่าวจะไม่เป็นปัญหาสำหรับโซลูชั่นบริหารจัดการเนื้อหาใหม่ๆที่สามารถบีบอัดข้อมูลจากต้นทางก่อนนำไปเก็บไว้ในระบบ Public Cloud ในกรณีนี้ทำให้ผู้ใช้งานจ่ายเงินตามจำนวนข้อมูลที่ใช้ในพื้นที่ของผู้ให้บริการโดยไม่ต้องจ่ายเป็น 2 เท่าอย่างไม่จำเป็น

 

            4. ความปลอดภัย

                ความปลอดภัยมักเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลในการใช้งานระบบคลาวด์ลำดับต้นๆ  แม้ว่าผู้ให้บริการ Public Cloudที่มีชื่อเสียงต่างๆทั่วโลกต่างนำเสนอความปลอดภัยโดยการใช้ระบบการเข้ารหัสข้อมูล หรือ Data Encryptionแต่ก็ยังมีคำถามที่ว่าระบบการเข้ารหัสข้อมูลมีความปลอดภัยเพียงใดเคยถูกเจาะข้อมูลมาก่อนแล้วหรือไม่ หรือมีการส่งข้อมูลให้องค์กรรักษาความปลอดภัยระดับชาติแล้วหรือยัง ซึ่งปัญหานี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่มีทางออกที่ไม่ยาก เพียงแค่ใส่รหัสให้ข้อมูลก่อนที่จะออกจากดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรเองก่อนเท่านั้น โซลูชั่นล่าสุดและทันสมัยที่สุดด้านการจัดการเนื้อหาเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถทำเช่นนั้นได้เพื่อช่วยให้มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยของข้อมูลก่อนถึงเซิฟเวอร์ของผู้ให้บริการ Public Cloudและยังสามารถเข้ารหัสข้อมูลซ้ำอีกได้เมื่อข้อมูลเดินทางไปถึง ทำให้ปลอดภัยจากกการถูกเจาะและการปฏิบัติโดยไม่ชอบต่างๆ หรือจากใครก็ตามที่ต้องการลอบดูข้อมูล

 

            4. อิสระในการเลือก

                แม้การย้ายข้อมูลไปยังระบบ Public Cloud ถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณมีเหตุผลที่ต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการคำตอบคือ ความกังวลในเรื่องการขาดซึ่งมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับการฟอร์แมตข้อมูลและ API  ซึ่ง จะสร้างปัญหาในการเปลี่ยนผู้ให้บริการ ทำให้องค์กรรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกแต่ที่จริงแล้ว นี่อาจจะเป็นเหตุผลเดียวที่สำคัญที่สุดที่องค์กรควรจะใช้โซลูชั่นด้านการจัดการเนื้อหาบนพื้นฐานของ”มาตรฐานระบบเปิด”ที่ทันสมัยที่สุดเพราะจะมีระบบการเข้าถึงข้อมูลแบบ multiprotocol ในตัวช่วยขจัดปัญหาด้านการรวม API จากการตั้งค่า outset จึงไร้ข้อกังวลในการรู้สึกว่าไม่มีทางเลือก

 

            “และแน่นอนว่า หนทางในการใช้งานระบบPublic Cloudจะยังอีกยาวไกล และองค์กรขนาดใหญ่จะพบกับความท้าทายใหม่อยู่เสมอ ซึ่งโซลูชั่นล่าสุดและทันสมัยที่สุดด้านการจัดการเนื้อหาอย่าง Hitachi Data Systems Content Platform (HCP)ซึ่งเป็นทั้ง Object Storage  และซอฟแวร์ ที่ชูความสามารถเป็น  Hybrid Storage Cloud Gatewayเชื่อมต่อระหว่าง Private Cloud ขององค์กร และ Public Cloudจะเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงด้านไอทีสามารถสร้างความหวังใหม่ให้กับมุมมองเดิมๆ และสามารถใช้ประโยชน์จาก Public Cloud ได้เต็มที่

 

 

เกี่ยวกับบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์

 

          ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ หรือ เอชดีเอสหนึ่งในบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัท ฮิตาชิ ลิมิเต็ด เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และ โซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้อมูลแบบครบวงจร ทั้งสตอเรจ  เซิร์ฟเวอร์ และซอฟต์แวร์พร้อมการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายอย่างครบถ้วน เพื่อให้องค์กรสามารถปรับปรุงต้นทุนด้านไอที เพิ่มความคล่องตัว รวมทั้งสร้างนวัตกรรมจากข้อมูลสารสนเทศที่สร้างความแตกต่างให้กับโลกและสังคมให้ดียิ่งขึ้น บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ดำเนินธุรกิจในกว่า 100 ประเทศและในหลากหลายภูมิภาค ด้วยพนักงานกว่า 6,300 คนทั่วโลก ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชั่นของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำทั่วโลก ซึ่งรวมถึงองค์กรกว่า 70% ของทำเนียบฟอร์จูน 100 และกว่า 80% ของทำเนียบฟอร์จูน โกลบอล100 ด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ http://www.hds.com

 

 

ฮิตาชิดาต้าซิสเต็มส์ พีทีอี ลิมิเต็ด

เจษฎาพร สุนทราภัย

โทร. 02-126-8039

    บริษัทคอร์แอนด์พีคจำกัด

    จิราภรณ์ พิศมัยจิตต์แจ่ม อัศวแก้วมงคล

       02-439-4600ต่อ8303

    [email protected], [email protected]