วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

'EV ไทย' เร่งเครื่องสู่ฮับไฮเทค ยกระดับสู่ Intelligent Mobility

ผู้เชี่ยวชาญระดมความคิด ยกระดับตลาด EV ไทยเติบโตต่อเนื่องจับตายอดขายปี 2569 แตะ 2 แสนคัน เวที Intelligent EV Industry CXO Forum ระดมผู้เชี่ยวชาญรัฐ-เอกชนและต่างประเทศ แลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับอีโคซิสเทม ปั้นไทยสู่ฮับ Intelligent Mobility

ตลาดรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เริ่มต้นทำตลาดแมสในปี 2562 ที่ทำให้อีวีเติบโตจากหลักร้อยคันต้นๆ เป็นหลักพันคันครั้งแรก และหลังจากนั้นก็มีทิศทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และโดดเด่นอย่างมากในปี 2568 ที่ผ่านมา ที่มียอดขึ้นทะลุหลักแสนคันเป็นครั้งแรก ด้วยยอดจดทะเบียนประมาณ 1.2 แสนคัน จากที่ทำได้ 7 หมื่นคันในปี 2566

แต่กระแสความต้องการอีวียังไม่อิ่มตัวจะเห็นได้จากยอดจดทะเบียนอีวีครึ่งปีแรก 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) จากกรมการขนส่งทางบก โดยเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของอีวี มีตัวเลขรวม 1.03 แสนคัน ห่างจากตัวเลขทั้งปี 2568 ไม่มากและเมื่อดูถึงทิศทางของตลาด และการเข้ามาของผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแบรนด์ใหม่ที่ยังคงทยอยเข้ามาเปิดตลาดหลังจากนี้ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นอีวีปีนี้แตะระดับ 2 แสนคัน คิดเห็นส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 30% และจะเป็นสัดส่วนที่มาถึงก่อนเป้าหมายที่ภาครัฐตั้งไว้คือ 30@30 หรือ เป้าหมายสัดส่วนอีวี 30% ภายในปี 2030 (2573)

การเติบโตของอีวีในไทย ที่โดดเด่น มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันไปหารถที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตัวเลือกที่หลากหลาย ปัจจุบัน มีอีวีทำตลาดตั้งแต่ซิตี้ คาร์ รถยนต์นั่ง เอสยูวี เอ็มพีวี สปอร์ต ไปจนถึงรถไฮ เพอร์ฟอร์แมนซ์ ระดับกว่า 1,000 แรงม้า

สมรรถนะของ "มอเตอร์ไฟฟ้า" ที่โดดเด่นทั้งแรงม้า แรงบิด และการตอบสนองที่รวดเร็ว ระดับราคา เนื่องจากอีวี จำนวนมากมีระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย และถูกกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ปัจจัยลบคลี่คลายลง ซึ่งประเด็นนี้ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกๆ ผู้บริโภค กังวลกับการใช้งานอีวีในหลายๆ เรื่อง เช่น คุณภาพ ความปลอดภัย การดูแลระยะยาว ราคาขายต่อ ซึ่งแน่นอนแม้ว่าปัจจัยลบหลายอย่างจะยังคงเป็นปัจจัยลบ แต่เมื่อมองในภาพรวม เปรียบเทียบข้อดี สิ่งที่ต้องการ สิ่งที่ได้จากอีวี กับข้อเสียแล้วผู้บริโภคส่วนหนึ่งเห็นว่าคุ้มค่า นั่นทำให้อีวีขยายตัว

ปัจจัยลบอีกสิ่งหนึ่ง คือ ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคโดยเฉพาะหัวชาร์จ ตู้ชาร์จ สถานีชาร์จ สาธารณะ ที่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจใช้งานอีวี ก็ดูเหมือนจะเบาบางลง ทั้งจากการทำความเข้าใจ การบริหาร วางแผนการใช้งานของผู้บริโภค ทำให้มีความสะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกันในด้านจำนวนจุดชาร์จสาธารณะก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการผลักดันให้อีวี อีโคซิสเทม ดีขึ้น และเป็นหนึ่งในเหตุผลในการขยายตัวของตลาด

โดยจากข้อมูลของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ EVAT ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2569 พบว่าประเทศไทย มีจุดชาร์จรวม 4,817 แห่ง จำนวนหัวชาร์จรวม 14,486 หัว แบ่งเป็นชาร์จเร็ว (DC) 9,049 หัว และชาร์จปกติ (AC) 5,437 หัว 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าหัวชาร์จจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อดูยอดจดทะเบียนสะสม อีวี ในส่วนของรถยนต์ที่มีมากกว่า 4.87 แสนคัน จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของที่ชาร์จยังน้อย และจะยิ่งน้อยหากยอดขายอีวี ยังคงมีทิศทางที่ขยายตัวต่อไป

นอกจากนี้แม้ว่า ตลาดอีวี จะเติบโตต่อเนื่องแต่สิ่งที่ภาครัฐจะต้องเดินหน้าต่อไป คือ เป้าหมาย 30@30 ในส่วนของภาคการผลิต เนื่องจากปัจจุบันการผลิตอีวีในประเทศยังมีไม่มาก โดยข้อมูลช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) พบว่ามียอดผลิตรถยนต์นั่งและเอสยูวี อีวี 21,396 เท่านั้น แม้ว่าจะเติบโต 4.40% ก็ตาม สิ่งนี้เป็นการบ้านของภาครัฐที่จะผลักดันการผลิตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ไทยจะต้องเป็นฮับการผลิตอีวีของภูมิภาคแต่ก็เชื่อว่าในอนาคตการผลิตจะเพิ่มขึ้นหลังจากหลายๆ โรงงานที่เข้ามาลงทุน เริ่มรันการผลิตมากขึ้น

แต่ทั้งนี้การผลิต ไม่เพียงแค่การผลิตรถเท่านั้น แต่การวางรากฐานอีโค ซิสเทม เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนที่ก่อนหน้านี้ไทยมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมดั้งเดิม แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานใหม่คือพลังงานไฟฟ้า จะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนเหล่านี้สามารถเติบโตไปด้วยกันได้

ขณะเดียวกัน การพัฒนายกระดับ อีวี ในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นจะเป็นฮับได้นั้น ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าส่งออก ซึ่งปัจจุบันทุกตลาดต่างก็ต้องการนวตกรรมใหม่ๆ ก่อนหน้านี้มีผู้ระบุว่า อนาคตของยานยนต์ยุคใหม่จะมีเสาหลักคือ 

  • ELECTRICAL 
  • INTELLIGENT 
  • CONNECTIVITY 
  • SHARING

ซึ่งปัจจุบัน ในแง่ของ Electric ไม่ผิดถ้าจะเรียกว่าประสบความสำเร็จแล้ว ขณะที่ Intelligent ก็เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แต่ส่วนของ Connectivity การเชื่อมต่อระหว่างรถด้วยการเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการคมนาคม ความปลอดภัยในการเดินทาง และประสิทธิภาพในการใช้งาน ยังอยู่ในช่วงที่ต้องเร่งพัฒนา ซึ่งจำเป็นจะต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ที่จะใส่นวตกรรมใหม่ๆ เข้าไปในรถยนต์ด้วยระบบที่ชาญฉลาด เช่น การประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า การเตรียมการป้องกันอันตราย การขับขี่กึ่งอัตโนมัติ หรือ การขับขี่อัตโนมัติ เช่นเดียวกับ Sharing การใช้รถร่วมกัน ซึ่งหากพัฒนาได้จะเร่งให้ สังคม อีวี เติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ หลายเรื่องยังเป็นสิ่งใหม่ที่จะต้องเร่งให้เกิดขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีที่เร็วๆ นี้ มีเวทีสัมมนา “Intelligent EV industry CXO Forum” ที่ระดมผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมอีวี ผลักดัน อีโค ซิสเทม ไม่ว่าจะเป็น 

เดวิด หลี่ CEO หัวเว่ย ประเทศไทย ที่จะมาเปิดมุมมมองเกี่ยวกับ แนวโน้มอุตสาหกรรมระดับโลก และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งสู่รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเชื่อมต่อ คลาวด์ และข้อมูล 

เจียง เว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กับการเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยและจีนให้ก้าวข้ามขอบเขตการผลิตไปสู่การวิจัยและพัฒนาร่วมกันรวมถึงนวัตกรรม การสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ไฟฟ้าและการสัญจรอัจฉริยะ (Intelligent Mobility) ของอาเซียน 

หลิว เสี่ยวฉือ รองประธาน China EV100 Think Tank ที่จะมาบรรยาย AI กำลังพลิกโฉมยานยนต์จากรูปแบบดั้งเดิมไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Intelligent EV) ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์และการเชื่อมต่อ

รวมถึงการร่วมสนทนาของผู้เชี่ยวชาญเช่น ศุธาศินี สมิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), เกรียงศักดิ์ วงศ์วานิช ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์, สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ตัวแทนจาก TRUE, PTTOR และ SPARK เป็นต้น

'EV ไทย' เร่งเครื่องสู่ฮับไฮเทค ยกระดับสู่ Intelligent Mobility