วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"เกศปรียา" จี้ รัฐบาล แก้ปัญหาคุกคามทางเพศ หลัง หญิงไทย ถูกกระทำติดอันดับโลก

"เกศปรียา" ชี้ การคุกคามทางเพศ เป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจ จี้ "รัฐบาล" แก้ปัญหาจริงจัง หลังพบ "หญิงไทย" ถูกกระทำสูงติดอันดับโลก หลายคนเลือกเก็บเงียบ เหตุขาดที่พึ่ง หวั่น กระทบการงาน ไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม แนะ เปลี่ยนค่านิยมชายเป็นใหญ่

น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง รองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงกรณีการคุกคามทางเพศ ว่าเรื่องการกระทำรุนแรงต่อเพศสตรีจากบุคคลที่มีโอกาสทางสังคมสูงกว่า กลับนำโอกาสของตนมาทำร้ายและเอาเปรียบผู้อื่น เป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจ คนเราควรมีคุณธรรมจริยธรรมขั้นพื้นฐานให้ได้เสียก่อนที่คิดจะมาเป็นผู้นำทางสังคม ประเด็นนี้รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างที่ตนเคยให้ข้อมูลไปแล้วว่า ผลสำรวจระบุว่าประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ/ข่มขืน รองลงมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันผ่านมาจะครบวาระการทำงานของรัฐบาลชุดนี้แล้ว ตนยังไม่เห็นความคืบหน้าหรือความใส่ใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

น.ส.เกศปรียา กล่าวอีกว่า ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีสถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกโดยผู้หญิงต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศอย่างต่อเนื่องจากข้อมูลระบุว่า ผู้หญิงไทยถูกละเมิดทางเพศ กระทำความรุนแรง มากกว่า 7 คนต่อวัน และเข้ารับการบำบัดรักษา แจ้งความร้องทุกข์ 30,000 คนต่อปี ซึ่งสูงติดอันดับโลก 

ขณะที่รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) พบว่า กว่าร้อยละ 87 ของ คดีการถูกล่วงละเมิดทางเพศไม่เคยถูกรายงาน และจากการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้หญิง และบุคคลในครอบครัวของไทยระดับประเทศ พบความชุกของความรุนแรงต่อผู้หญิงและบุคคลในครอบครัว เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34.6 ในปี 2560 เป็นร้อยละ 42.2 ในปี 2563 โดยประเภทความรุนแรงสูงสุดคือ ความรุนแรงทางด้านจิตใจ คิดเป็นร้อยละ 32.3 รองลงมาคือ ความรุนแรงทางร่างกายร้อยละ 9.9 และความรุนแรงทางเพศร้อยละ 4.5

น.ส.เกศปรียา กล่าวว่า กรณีแบบนี้เคยเห็นมาเยอะมากในสังคม และตั้งแต่เข้าสู่การเมืองก็มีผู้หญิงหลายคนเข้ามาปรึกษาปัญหาเหล่านี้ ซึ่งผลกระทบไม่ใช่แค่ด้านร่างกายแต่ยังกระทบกับสภาพจิตใจของตัวและครอบครัวของผู้โดนกระทำด้วย ผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกจะเก็บเงียบเนื่องจากอายที่จะออกมาพูดเรื่องนี้ รวมทั้งมีความกังวลว่าอาจจะมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานตนเองในอนาคต อีกทั้งปัญหาความรุนแรงที่ผู้หญิงต้องเผชิญส่วนมากไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยา เนื่องจากขาดที่พึ่งที่ปลอดภัย เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม ไม่มีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม จึงยากที่จะแก้ปัญหาได้  

นอกจากนี้ ค่านิยมเพศชายเป็นใหญ่ที่โทษว่าปัญหานี้มาจากความผิดของเหยื่อก็ยังเป็นปัจจัยหลักซึ่งแท้จริงแล้วเป็นความคิดที่ผิด ทุกคนต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกันไม่ว่าจะมีพื้นฐานชีวิตมาแบบไหนหรือเป็นเพศอะไร ดังนั้น การเปลี่ยนรากฐานทัศนคติ ช่วยเหลือผู้เสียหายโดยไม่เลือกปฏิบัติ รณรงค์เปลี่ยนค่านิยมชายเป็นใหญ่ที่ชอบกดขี่หญิง เป็นสิ่งที่จะต้องทำทันที  

น.ส.เกศปรียา กล่าวว่า ในทางปฏิบัติตนต้องการเป็นแบบอย่างให้ผู้หญิงทุกคนกล้าออกมาเผชิญ ถ้าเราไม่กล้าออกมาเผชิญการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับเรื่องปัญหาของความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นในลักษณะใดก็ตาม ตนอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือทุกๆคนหากผู้หญิงท่านใดมีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องอะไร ตนอยากให้เราทุกคนมารวมพลังกัน แบ่งปันความคิดเห็นกัน เพื่อโอกาสที่ดีของการเจริญเติบโตของผู้หญิงไทย การรณรงค์สร้างค่านิยมทางเพศขึ้นมาใหม่ในสังคม ให้มีบรรทัดฐานเดียวกันทุกเพศ เป็นสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ ถ้ามีโอกาสจะต้องทำทันที