วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เวที “กฎหมายลูก” ตอกลิ่มขัดแย้ง  เสี่ยงปะทุ “สงครามการเมือง"

เมื่อเกมกำหนดกติกา เพื่อหา "ผู้ชนะเเลือกตั้ง" เริ่มขึ้น สิ่งที่ถูกจับจ้อง คือ ภาคต่อของความขัดแย้ง ภายในขั้วรัฐบาล อีกทั้งเกมแก้กฎหมายลูก ได้โหมความขัดแย้ง ระหว่างพรรค ระหว่างขั้ว ให้บังเกิด หากไร้การประนีประนอม ไฟขัดแย้ง อาจกลายเป็นสงครามการเมือง

         รัฐสภาเข้าสู่โหมดการพิจารณากฎหมายสำคัญอีกครั้ง ในวันที่ 24 -25 กุมภาพันธ์ โดยรอบนี้ คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่จะใช้เป็นกลไกในการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งหน้า

 

         คือ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่...) พ.ศ... มีผู้เสนอรวม 6 ฉบับ คือ ครม. พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และ ฉบับของพรรคร่วมรัฐบาล

         และ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่...) พ.ศ.... มีผู้เสนอรวม 4 ฉบับ คือ ครม. พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และฉบับพรรคร่วมรัฐบาล

 

         การพิจารณาวาระนี้ ถูกจับตาว่าจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งการเมืองของ“ฝั่งรัฐบาล”อีกระลอกหรือไม่

 

         ก่อนพิจารณามีข่าวหนาหูว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่รับ “ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่..) พ.ศ...” ไม่ว่าจะมีต้นทางเสนอมาจากใคร หรือพรรคไหน

เวที “กฎหมายลูก” ตอกลิ่มขัดแย้ง   เสี่ยงปะทุ “สงครามการเมือง"

         แกะรอยจากประเด็นนี้ ถอดรหัสได้ความคือ พรรคที่เคยแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และปรับสูตรคำนวณ ส.ส.ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรคพลังธรรมใหม่ รวมถึงบรรดาพรรคเล็ก 1 เสียง และปรากฎเป็นผลการลงมติในวันโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ มาตรา 91 เมื่อ 10 กันยายน 2564ว่า “งดออกเสียง” และ “ไม่เห็นด้วย”

         ต่อประเด็นนี้ พรรคพลังธรรมใหม่ โดย “นพ.ระวี มาศฉมาดล"ใช้สิทธิยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่กำหนดให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ได้ ส.ส.พึงมีที่ยุติธรรม พรรคเล็กไม่ถูกละเมิดสิทธิ หรือไม่

เวที “กฎหมายลูก” ตอกลิ่มขัดแย้ง   เสี่ยงปะทุ “สงครามการเมือง"

         ขณะที่ “พรรคเศรษฐกิจใหม่” โดย "มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณา ”ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่...) พ.ศ...” ขัดหลักการรัฐธรรมนูญ 2560 และไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์และอารัมบท รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ “คำนึงถึงเสียงทุกเสียงของประชาชนโดยเสมอภาค”

 

         เหตุปัจจัยทั้ง 2 เรื่องนี้ คาดการณ์ว่าจะถูกยกไปเป็นข้อโต้แย้งในที่ประชุมรัฐสภาเพื่อให้ยุติการพิจารณาร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้ แต่เอาเข้าจริง คงไม่อาจหยุดยั้งได้ 

 

         เพราะ 1.การใช้สิทธิของ พลังธรรมใหม่ และเศรษฐกิจใหม่ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 ที่ให้สิทธิ ส.ส.โต้แย้ง เมื่อกฎหมายผ่านวาระสามแล้ว และ มาตรา256(9) ที่ให้สิทธิ ส.ส.โต้แย้ง หลังรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขผ่านวาระสามและรอดำเนินกระบวนการทูลเกล้าฯ

 

          2. เมื่อประธานรัฐสภาบรรจุ ร่างพ.ร.ป. ไว้ในระเบียบวาระแล้ว ตามมาตรา 132(1) กำหนดให้รัฐสภาต้องทำให้เสร็จภายใน 180 วัน

  เวที “กฎหมายลูก” ตอกลิ่มขัดแย้ง   เสี่ยงปะทุ “สงครามการเมือง"

         และ 3. เมื่อการส่งตีความรัฐธรรมนูฉบับแก้ไข ตามมาตรา 256(9) ไม่เกิด และปัจจุบันรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้ 

         ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติเตรียมพิจารณาร่างกฎหมายลูกให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่ ดังนั้นตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะไม่ก้าวล่วงอำนาจของ “รัฐสภา”

 

         เชื่อว่า แม้ในวาระแรก รับหรือไม่รับหลักการ จะมี “สมาชิกรัฐสภา” ลงมติไม่รับหลักการ หรืองดออกเสียง แต่หาก “เสียงข้างมาก” ลงมติ​ให้ “รับหลักการ” แม้จะได้เสียงชนะ เพียง 1 เสียง ถือว่าผ่าน เพราะในวาระนี้ ใช้เพียงเสียงข้างมากของผู้มาลงคะแนน ชี้ขาด

 

         ดังนั้น“ร่างกฎหมายลูก”ชั้นรับหลักการอาจไม่ถูกคว่ำ แต่ความคุกรุ่นของ“เชื้อขัดแย้ง”ไม่หมดไป เมื่อเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการที่มีตัวแทนของทุกพรรคการเมืองใหญ่ การต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิบัญญัติเนื้อหาเพื่อ“พรรคการเมือง”ทุกพรรคเท่าเทียม ไม่เสียประโยชน์

 

         หาก“พรรคใหญ่”ที่อุ้มผู้มีอำนาจไม่ยอมลดความเอาเปรียบ “ฟืนขัดแย้ง”จะโหมไฟแตกหักให้รุนแรงเป็นแน่

 

         ขณะที่ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่...) พ.ศ... ที่ “ส.ว.” กลุ่ม 40 ส.ว.เดิม และผสมกับฝั่งคู่แค้นกับ “พรรคฝ่ายค้าน” ประกาศว่าไม่รับฉบับที่เสนอมาจาก ส.ส.พรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 ฉบับ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ ร่างของพรรคเพื่อไทย แก้ไขมาตรา 28- 29 เพื่อเปิดช่องให้ “คนนอก”ครอบงำพรรค 

เวที “กฎหมายลูก” ตอกลิ่มขัดแย้ง   เสี่ยงปะทุ “สงครามการเมือง"

         ร่างของพรรคก้าวไกล ทำลายกลไก-ตัดอำนาจ “ศาลรัฐธรรมนูญ” กรณีพิจารณายุบพรรคการเมือง และร่างของพรรคประชาชาติ ที่ตัดข้อห้ามพรรคการเมือง ยอม คนนอกครอบงำ ชี้นำ รวมถึงตัดการเข้าครอบงำจากคนนอกพรรคออก

 

         พร้อมมองว่า นี่คือการตัดเนื้อหาที่เป็นหัวใจของการสร้างให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน และ ปราศจากการครอบงำของ “นายทุน” และแก้ปม “ธุรกิจการเมือง” ซึ่งเป็นชนวนที่ทำให้ “การเมืองไทย” ล้มเหลว - เกิดรัฐประหาร ปี 2549

 

         แม้มีคำอธิบายมาจากฝั่งผู้ยื่นแก้ไขว่า ต้องการคลี่คลายปัญหาการเมืองที่ “ขั้วการเมืองตรงข้าม” นำประเด็นไปกลั่นแกล้ง ฟ้องยุบพรรค ทำให้พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันของประชาชนไม่โต และการตีความแบบคับแคบว่า ทุกความเห็น - ข้อเสนอ คือการครอบงำทั้งหมด ทั้งที่บางประเด็นเป็นข้อเสนอที่ดีต่อการพัฒนา แก้ไขปัญหาประเทศ ทำให้เป็นกฎหมายที่ขัดขวางการพัฒนาพรรคการเมือง เช่นกัน

เวที “กฎหมายลูก” ตอกลิ่มขัดแย้ง   เสี่ยงปะทุ “สงครามการเมือง"

         แต่ดูเหมือนว่า ความกลัวอดีต โดยเฉพาะ อดีตที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่ วู้ดซัม จนวิ่งขึ้นสมอง ไม่อาจเปิดใจฟังเหตุฟังผล จึงเป็นประเด็นที่อาจทำให้ “ความขัดแย้ง” ทางการเมือง ถูกปลุกขึ้นมาในสังคมวงกว้างอีกครั้ง

         ต้องจับตาว่า “รัฐสภา” จะเป็นเวทีคลี่คลายปัญหาการเมืองว่าด้วยกฎหมายลูกที่ใช้เป็นกติกาเพื่อกำหนดอนาคต “ผู้ชนะเลือกตั้ง”อย่างไร กับข่าวที่แพร่สะพัด ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับร่างพ.ร.ป.ฉบับใด หรือของใคร 

         ปฏิเสธไม่ได้ว่า “สงครามการเมือง-ต่อสู้เพื่อตัวแทน” เสี่ยงปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างเป็นทางการ.