การอภิปรายทั่วไป ไม่ลงมติ ของ "พรรคฝ่ายค้าน" 17 - 18 กุมภาพันธ์ ที่ "ฝ่ายค้าน" ยื่นปมปัญหา 15 ประเด็น ซักถามรัฐบาล ศึกนี้เปรียบเหมือน หมัดแย็บ หาก "รัฐบาล-พรรคร่วม" ตั้งการ์ดไม่ดี ระวังถูกน็อค
ความเคลื่อนไหวการเมือง สัปดาห์นี้ ต้องจับตา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ วันที่ 17 - 18 กุมภาพันธ์ เพื่ออภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือ เสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152
กับการอภิปรายทั่วไป ไม่ลงมติ ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 3 ของ พรรคร่วมฝ่ายค้าน
ครั้งแรก เมื่อ 18 กันยายน 2562 นำโดย “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” กับ ส.ส.ฝ่ายค้าน 265 คน , ครั้งสอง เมื่อ 9 กันยายน 2563 นำยื่นญัตติโดย "น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" กับ ส.ส.ฝ่ายค้าน 79 คน และ ครั้งที่สาม วันที่ 17 - 18 กุมภาพันธ์ 2565 นำยื่นโดย “ชลน่าน ศรีแก้ว” กับ ส.ส.ฝ่ายค้าน 173 คน
รอบนี้ "ฝ่ายค้าน” หมายมั่นว่า จะใช้เวทีอภิปรายทั่วไป ชำแหละ ความล้มเหลวของการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาล ให้ “ประชาชน” ได้เห็นเป็นฉากๆ
ประเด็นที่เตรียมไว้ตามญัตติ คือ 1. การแก้ไขเศรษฐกิจ ข้อเท็จจริงต่อการก่อหนี้สาธารณะ ขยายเพดานหนี้ แต่ยังพบว่าเศรษฐกิจตกต่ำ หนี้ครัวเรือนพุ่ง อัตราว่างงานของนักศึกษาจบใหม่สูงขึ้น
2.การแก้ปัญหาโรคระบาดโควิด-19 ที่ล้มเหลว ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อ 2 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 2 หมื่นคน
ความสงสัยของ “ฝ่ายค้าน” คือ มาตรการป้องกันโควิดที่รัฐบาล ทำไม่ชัดเจน ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจถูกซ้ำเติม กลายเป็นกราฟตกต่ำ ดิ่งเหว
3.ปัญหาการท่องเที่ยว ที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรการป้องกันโควิด-19 ที่ไม่ชัดเจน
4.มาตรการเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนจากการระบาดของโควิด-19
5.ปัญหาการจัดการวัคซีนที่ล่า ไร้ประสิทธิภาพ
6.ปัญหาโรคระบาดสุกร "เชื้ออหิวาห์แอฟริกา” ทำให้ราคาเนื้อหมูแพง และพบการกักตุนเนื้อหมู สิ่งที่ ฝ่ายค้าน สงสัย คือ รัฐบาลรู้เห็นเป็นใจต่อการปกปิดข้อมูลการระบาด -เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่
7. ปัญหาสินค้าราคาแพง แบบครบวงจร ทั้งราคาน้ำมัน , ค่าขนส่ง, สินค้าอุปโภคบริโภค, อาหารทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก
8.ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ PM 2.5
9.กรณีเหมืองทองอัครา ที่ “ฝ่ายค้าน” จั่วหัวปัญหา ว่า “รัฐบาล” นำทรัพยากรธรรมชาติและเงินแผ่นดินไปแลกเปลี่ยน เพื่อแก้ไขความผิดพลาดของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ครั้งเป็นหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจ ตามมาตรา 44 ปิดเหมืองทอง จน บริษัทเอกชน ฟ้องร้อง
10.ปัญหาการปฏิรูปประเทศที่ไม่คืบหน้า เพราะ ความไม่จริงใจ รวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจ
11.ปัญหาวิสัย “ผู้นำประเทศ” ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทำประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเน้นไปที่ การไม่พัฒนาเส้นทางรถไฟไทย ให้มีศักยภาพรองรับรถไฟความเร็วสูงเส้นทาง ลาว-จีน และโอกาสกลุ่มความร่วมมือเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก
12. ปัญหาการเลือกตั้งย้อนยุคไประบบอุปถัมภ์ ใช้เงินเป็นหลัก
13.ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินส่อทุจริต
14.อันดับคอร์รัปชั่นของประเทศ ติดอันดับสูงขึ้น
และ 15.ปัญหายาเสพติด
ทว่า ก่อน “รัฐบาล” จะถูกเปิดแผล “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” พี่ใหญ่3ป. รองนายกรัฐมนตรี ปรามาส ไว้ว่า “การอภิปรายทั่วไปครั้งนี้ เป็นเหมือนกระทู้สด ถามมา ก็ตอบไป”
ต่อประเด็นนี้ “สุทิน คลังแสง” ประธานวิปฝ่ายค้าน มองว่า เป็นคำพูดที่ ไม่ให้ราคา “อภิปรายทั่วไป ไม่ลงมติ” ของฝ่ายค้าน อย่างรุนแรง แต่ในประโยคที่ “ประวิตร” เอ่ย ยังสะท้อนความกลัวอยู่ในที
“เขาพูดเพื่อข่มใจไม่ให้กลัว แต่ลึกๆ เขากลัว แม้การอภิปรายทั่วไป ไม่มีการลงมติ ไม่มีตัวเลขแสดงแบบที่ คนพวกมากมั่นใจว่าจะได้รับชัยชันะต่อเสียงข้างน้อยในสภาฯ แต่ตัวเลขที่ได้จากการอภิปรายครั้งนี้ จะปรากฎอยู่นอกสภาผู้แทนราษฎร คือ อยู่ที่ สภาประชาชน เจ้าของอำนาจที่แท้จริง ว่าจะให้คะแนนรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินต่อไปหรือไม่”สุทิน ระบุ
กับการขยายผล ไป “นอกสภาฯ” แน่นอนว่า เป็นความละเอียดอ่อนทางการเมืองอย่างยิ่ง ในภาวะ “ขาลง” ที่รัฐบาลเผชิญ
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ “วิปรัฐบาล” จะผนึกกำลังกับ “ทีมโฆษกรัฐบาล” มอร์นิเตอร์ประเด็น และใช้ช่องทางของรัฐบาล - พรรคการเมือง เพื่อตอบโต้ ประเด็นของฝ่ายค้าน คู่ขนาน กับ การชี้แจงของ “รัฐมนตรี” ในเวทีสภา
เพราะหาก “รัฐบาล” ชนะเกมในสภาฯ ได้ แต่มิอาจได้ศรัทธา “ประชาชน” ความพัง แบบไม่ฟื้น ของรัฐนาวา “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และ พรรคร่วมรัฐบาล อาจมาถึงก่อนเวลา.





