วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผ่านโยบายชิงเมืองหลวง ยกแรกศึก “ผู้ว่าฯกทม.”

ต้องจับตาว่านโยบายหาเสียงผู้ว่าฯกทม.ของพรรคพลังประชารัฐ จะมีนโยบายใดบ้าง แต่ที่ต้องคำนวณอย่างหนักคือ กระแสของ “นายกฯประยุทธ์” ยังสามารถครองใจ “คนเมืองหลวง” อยู่หรือไม่

หากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมือง เดือน พ.ค.นี้ “คนเมืองหลวง” จะได้เลือก “พ่อเมืองคนใหม่” ด้วยตัวเอง หลังเว้นห่างมาเกือบ 9 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่ชาวกทม.ได้เลือกผู้ว่าฯกทม. ต้องย้อนไปวันที่ 29 มี.ค. 2556 ซึ่ง “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง

หลังจากนั้น “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” โดนคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ในขณะนั้น ปลดพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2559 โดย “ประยุทธ์” แต่งตั้ง “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ให้มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค.2559 จนถึงปัจจุบัน

มาวันนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จะเสนอให้ที่ประชุม ครม.มีมติให้จัดการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.-นายกเมืองพัทยา ไปพร้อมกัน โดยจะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในช่วงต้นเดือน มี.ค. ก่อนส่งต่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค.

โดยในช่วงที่ผ่านมา มีว่าที่ผู้สมัคร-พรรคการเมือง เปิดตัวลงชิงเก้าอี้นี้ กันอย่างครึกครื้น โดยมีทั้งว่าที่ผู้สมัครที่เปิดตัวในนามพรรคการเมือง และว่าที่ผู้สมัครที่จะลงในนามอิสระ แต่มีพรรคการเมืองคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

“กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมนโยบายของ ว่าที่ผู้สมัคร-พรรคการเมือง มานำเสนอ เพื่อให้เห็นการขับเคี่ยวกันในช่วงเส้นสตาร์ท และต้องติดตามตอนต่อไปว่า จะมีจุดขายอะไรมาดึงดูดใจ “คนเมืองหลวง” ในช่วงโค้งสุดท้าย

เริ่มกันที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตรมว.คมนาคม (รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ซึ่งแม้จะออกตัวว่าจะลงรับสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ แต่ชื่อของ “ชัชชาติ” ถูกผูกโยงกับพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด

แม้ “ชัชาติ” จะมีคะแนนนำในทุกโพล แต่เจ้าตัวไม่ได้ไว้วางใจผลโพลก่อนเลือกตั้ง จึงวางแนวทางการทำงานเชิงพื้นที่-เชิงปัญหา ต้องเดินคู่กันไป พร้อมกำหนดฟังก์ชั่น 14 ด้าน เช่น จราจร เหลื่อมล้ำ สาธารณสุข การศึกษาฯ เป็นต้น และกำหนดให้ทีมงานประชุมทุกสัปดาห์ เพื่อพัฒนานโยบายให้ตกผลึก

โดยนโยบายหลัก 4 ด้านของ “ชัชชาติ” วางเอาไว้ดังนี้ 1.คน (People) เน้นระบบเส้นเลือดฝอยและคุณภาพชีวิต 2.เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) ต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ 3.สิ่งแวดล้อม (Green) เน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ขยะ ควันพิษ ฝุ่น และ 4.เศรษฐกิจ (Economy) ต้องดูแลเรื่องเศรษฐกิจของคนให้มากขึ้น พยายามสร้างโอกาสคน ลดขั้นตอน หนุนให้เศรษฐกิจฟื้นคืนมา

ผ่านโยบายชิงเมืองหลวง ยกแรกศึก “ผู้ว่าฯกทม.”

ต่อด้วย “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยแถลงเปิดตัวที่สามย่านมิตรทาวน์ ภายใต้สโลแกน “เปลี่ยนกรุงเทพ #เราทำได้”

ชื่อของ “สุชัชวีร์” อยู่ในความสนใจของหลายพรรคการเมือง แต่เจ้าตัวเลือกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมปิดใจเตรียมตัวมา 30 ปี ก่อนอาสาเป็นตัวแทนคนกรุงเทพฯ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ

สำหรับนโยบายที่มาพร้อมการเปิดตัว “สุชัชวีร์” มีดังนี้ 1.ปัญหาพื้นฐาน ฝนตกน้ำท่วม รถติด ตึกถล่ม จะนำความรู้ด้านวิศวะ มาช่วยแก้ปัญหา 2.งานด้านการศึกษา พัฒนาโรงเรียนในสังกัดกทม.ให้มีคุณภาพ 3.งานด้านการแพทย์และสาธารณสุข นอกจากการรับมือโควิด-19 แล้ว ต้องทำสถานีอนามัยในชุมชนให้มีมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการอย่างจริงจัง

4.ปัญหาด้านคุณภาพอากาศ ต้องมีโครงการเสาไฟอัจฉริยะ ซึ่งจะตอบโจทย์กล้องวงจรปิด และเครื่องวัดคุณภาพอากาศ เพื่อช่วยแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 โดยทุกคนสามารถวัดคุณภาพอากาศแถวบ้านได้ ไม่ต้องไปพึ่งสถานีวัดที่อยู่ห่างไกล 5.ต้องช่วยกันฉุดกรุงเทพฯ ไม่ให้จม เพราะสถานการณ์โลกร้อน ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และอีกไม่กี่ปีน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ดังนั้นจึงได้เวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง

ผ่านโยบายชิงเมืองหลวง ยกแรกศึก “ผู้ว่าฯกทม.”

ล่าสุด  “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคก้าวไกล เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา โดย “วิโรจน์” โชว์สโลแกน “หมดเวลาซุกปัญหาไว้ใต้พรม พร้อมชนเพื่อคนกรุงเทพฯ”

พร้อมประกาศกวดล้าง “บ่อนพนัน” กวาดล้าง “ระบบส่วน” เพื่อแก้ปัญหาฐานรากของคนกทม. เนื่องจากคำนวณแล้วพบว่า ส่วยใต้ดินมีขั้นต่ำสุด 5 พันล้าน สูงสุด 1.5 หมื่นล้าน งบฯ กทม.ปีหนึ่ง 1 แสนล้าน ส่วยของ กทม.จึงมีมากถึง 15% กระทบต่อการใช้ชีวิตของชาวกทม.

ขณะเดียวกัน “วิโรจน์” ต้องการแก้ปัญหาระบบราชการ ปัญหาน้ำท่วม อาชญากรรมและอุบัติเหตุ ควบคู่ไปด้วย

ผ่านโยบายชิงเมืองหลวง ยกแรกศึก “ผู้ว่าฯกทม.”

ต่อด้วย “น.ส.รสนา โตสิตระกูล” ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามอิสระ ไร้พรรคการเมืองมาหนุนหลัง แต่มีกลุ่มการเมืองคอยช่วยเหลือ 

“รสนา” เคยได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว.กทม. ด้วยคะแนนสูงที่สุดในประเทศไทย 743,397 คะแนน เมื่อปี 2551 จึงอยากลองชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. โดยเตรียมใช้สโลแกนหาเสียง “กทม.มีทางออก บอกรสนา” ยุทธศาสตร์หาเสียงเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ผ่านโยบายชิงเมืองหลวง ยกแรกศึก “ผู้ว่าฯกทม.”

นอกจากผู้สมัครที่เปิดหน้าเปิดตัวกันไปแล้ว ยังว่าที่ผู้สมัครที่ยังลังเลใจอยู่ว่า จะลงสมัครในนามพรรคการเมือง หรือลงในนามอิสระดีกว่ากัน เพราะหากติดสอยห้อยท้ายพรรคการเมือง เกรงจะทำให้ความนิยมลดลง

โดยเฉพาะในรายของ “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ผู้ว่าฯกทม. เจ้าของทีมรักษ์กรุงเทพฯ ที่เจ้าตัวชูนโยบาย “ผลักดันทันใจ แก้ไขทันที” และ “NOW ทำจริง เห็นผลจริง” สานต่อโครงการที่ดำเนินการอยู่ 

อาทิ สร้างอุโมงค์ระบายน้ำหนองบอน เปิดโรงพยาบาลคลองสามวา เร่งสร้างโรงพยาบาล กทม. ทุกมุมเมือง สร้างแก้มลิงใต้ดิน Water Bank แก้ปัญหาน้ำท่วมปากซอยสุทธิพร 2 / วงเวียนบางเขน และเพิ่มกล้อง CCTV ทั่วกรุงฯ ติดตั้งใหม่ 20,217 ตัว และล่าสุด ได้สร้างสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี

ผ่านโยบายชิงเมืองหลวง ยกแรกศึก “ผู้ว่าฯกทม.”

สำหรับ “ว่าที่ผู้สมัคร” ที่น่าจับตา แต่ยังไม่เปิดหน้า-ไม่เปิดนโยบาย โฟกัสไปที่ว่าที่ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยล่าสุดมีชื่อของ “อนุสรี ทับสุวรรณ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย

อย่างไรก็ตาม ต้องรอ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ซึ่งหากได้ตัว “ว่าที่ผู้สมัคร” แล้ว ต้องจับตาว่านโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ จะมีนโยบายใดบ้าง แต่ที่ต้องคำนวณอย่างหนักคือ กระแสของ “นายกฯประยุทธ์” ยังสามารถครองใจ “คนเมืองหลวง” อยู่หรือไม่

ทั้งหมด คือโฉมหน้า และแนวนโยบายของว่าที่ผู้สมัคร-พรรคการเมืองในเบื้องต้น ที่น่าติดตามว่าในช่วงลงสนามจริงการต่อสู้เพื่อชิงคะแนนจะดุเดือดแค่ไหน