"รธน. มาตรา 144" "ดาบสอง" รอเชือดรัฐบาล

"รธน. มาตรา 144" "ดาบสอง" รอเชือดรัฐบาล

การพิจารณา "ร่างพ.ร.บ.งบฯ65" วันแรก นอกจากถูกตั้งข้อสังเกต ว่า พบพิรุธ-ฟุ้งเฟ้อ-ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาประเทศ แล้ว สิ่งที่ถูกย้ำ คือ การทำหน้าที่ กมธ.​ภายใต้ ม.144 ของรัฐธรรมนูญ ที่อาจกลายเป็น "ปม" ซึ่งรอจังหวะ เอาคืน "รัฐบาล-เสียงข้างมาก"

       สภาฯ กำลังจะทำเรื่องที่กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการพิจารณา “งบประมาณ” ตามหลักเกณฑ์ที่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 "มาตรา 144” ที่กำหนดลายลักษณ์อักษร เป็นข้อห้าม “ส.ส. ส.ว. หรือคณะกรรมาธิการเสนอ แปรญัตติ หรือกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการ มีส่วนใช้จ่ายงบประมาณไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

       หลัง “ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร” ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เตรียมใช้ช่องทางของรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของ ส.ส.ที่มีในสภาฯ หรือ 50 คน ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา โดยยกเคส “รถเบนซ์ป้ายแดง มูลค่า 5 ล้านบาท” ของ “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" สมาชิกพรรคพลังประชารัฐเป็นกรณีพิจารณาวินิจฉัย

162933301450

       เพราะมีข้อสงสัยว่า รถหรูที่ “เรืองไกร” โพสต์โชว์ทางสังคมออนไลน์ระบุว่า “มีผู้ใหญ่ใจดีซื้อให้" เกิดจากการทำหน้าที่ “กมธ.งบฯ 65” และเข้าข่ายขัดมาตรา 144 วรรคสอง

       ในเรื่องนี้ “อุดม รัฐอมฤต” อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 มองว่า หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่สงสัยว่าได้รับสิ่งของจากการทำหน้าที่กรรมาธิการฯ อาจเข้าข่ายกรณี “รับสินบน” ที่ต้องใช้ช่องทางตรวจสอบโดย “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" หรือ ป.ป.ช. เพราะหากจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องระบุถึงพฤติกรรมที่ใช้อำนาจ หน้าที่ ฐานะกรรมาธิการฯ ให้มีส่วน “ได้ใช้” งบประมาณ หรือบริหารรงบประมาณนั้น เช่น การลงมติ เป็นต้น

       

       ดังนั้น ในรายละเอียดที่ปรากฎแค่ว่า “ได้รถหรู” ระหว่างมีตำแหน่ง “กรรมาธิการฯ” ไม่ใช่ตัวงบประมาณ เจตนารมณ์ของมาตรา 144 นั้นยังกินความไม่ถึง

       สำหรับเหตุผลที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ต้องเขียนเรื่องนี้ เพราะ “มีชัย ฤชุพันธุ์" อดีตประธาน กรธ.เสนอ หลังเห็นปัญหาที่ฝ่ายการเมืองเข้าครอบงำการใช้งบประมาณของหน่วยงานเหมือนที่เคยเกิดในอดีต ที่ ส.ส.มักอ้างว่าเพราะเป็นผู้แปรญัตติงบประมาณทำให้ได้งบลงพื้นที่ จึงขอมีส่วนใช้งบของหน่วยราชการเพื่อทำโครงการของตนเอง แม้ตอนแรกจะแปรญัตติเพื่อกันเงินส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาชาวบ้าน แต่แนวโน้มระยะหลังมีมากขึ้น และเกิดการทุจริต

       ความมุ่งหมายของ “มาตรา 144” นั้น “อ.อุดม” ย้ำว่า หากจะเข้าข่ายผิดคือ ต้องเข้าไปมีส่วนครอบงำการใช้งบประมาณของหน่วยงาน
แต่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 65 ยังมีอีกประเด็นที่เกี่ยวกับมาตรา 144 นั่นคือการเพิ่มรายการใหม่ให้กับ “งบกลาง” ส่วนของ “ค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 16,362,010,100 บาท” ซึ่งเป็นการเติมเงินจากส่วนที่ปรับลดมาจากหน่วยราชการอื่น

       กรณีนี้ “ส.ส.ก้าวไกล” หลายคนให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า “เข้าข่ายการกระทำใดๆ ที่ทำให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการ มีส่วนได้ใช้งบประมาณรายจ่าย” พร้อมให้จับตา “งบกลาง” อาจจะกลายพันธุ์เป็น "งบ ส.ส.” ได้ในอนาคต

162933352376

       ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เขียนเจตนารมย์ไว้ว่า "ห้าม ส.ส.แปรญัตติเพิ่ม เนื่องจากการแปรญัตติเพิ่มงบประมาณ คือสร้างโครงการขึ้นใหม่ อันเป็นการก้าวก่ายหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ส่วนการลดหรือตัดทอนรายจ่าย คือการควบคุมการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เกิดความคุ้มค่า มีเป้าหมายตรงความจำเป็นของราษฎร และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของ ส.ส. และ ส.ว.”

       คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ การเพิ่มรายการใหม่ในงบกลางนั้น เข้าข่ายขัดมาตรา 144 จริงหรือไม่

162933340330

       เรื่องนี้ อดีตกรธ. "อุดม” บอกว่า มีข้อพิจารณาสำคัญคือ ใครเป็นผู้เสนอ และผู้ที่พิจารณามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

       “หากกรณีที่เป็นคำขอของคณะรัฐมนตรี ฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่ใช้งบประมาณ แต่กรรมาธิการฯ ที่ทำหน้าที่ประกอบด้วยบุคคลหลายหน่วยงานที่เกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ต้องพิจารณาด้วยว่าพฤติการณ์ต่อการเห็นด้วยที่ให้แปรญัตติเพิ่มหมวดใหม่ มีส่วนทำให้เกิดการใช้อิทธิพลในการตัดสินใจให้งบประมาณที่ปรับลดจากหน่วยงานอื่น ย้ายหมวดใหม่ หรือเพิ่มขึ้นใหม่หรือไม่ และตามกลไกพิจารณางบประมาณของรัฐสภานั้น ทำได้หรือไม่”

       เชื่อได้ว่าเรื่อง “งบประมาณ” แม้เสียงข้างมากจะลากให้ผ่านไปได้ แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะ “ฝ่ายค้าน” ยังมีดาบสองไว้รอเชือด อย่างน้อยคือพฤติกรรมของ "ฝ่ายการเมืองขั้วรัฐบาล” ที่มีนอก มีใน กับ “เงินแผ่นดิน” ภายใต้กรอบปฏิบัติของ “รัฐธรรมนูญ มาตรา144”.