วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พท.'แนะรบ.เลื่อนคุ้มครองเงินฝาก1 ล้าน หวั่นคนแห่ถอน จนธนาคารล้ม

"เลิศศักดิ์" แนะ "รัฐบาล" เลื่อนคุ้มครองเงินฝาก1ล้านไปก่อน หวั่นคนแห่ถอนจนสถาบันการเงิน เสียหาย ล้มละลายได้ พร้อม ยก9 เหตุผล ให้พิจารณา ชี้ ศก.ดีขึ้นค่อยลดการคุ้มครอง

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส. เลย ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามกำหนดการวันที่ 11 ส.ค.นี้ ที่จะมีการลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาทนั้น อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว. กลาโหม และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้เลื่อนการลดการคุ้มครองเงินฝากนี้ไปก่อน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ และอาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นของสถาบันการเงิน และอาจจะมีการแห่ถอนเงินจนอาจเป็นสาเหตุทำให้สถาบันทางการเงินเสียหายและล้มละลายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อระบบสถาบันการเงินทั้งระบบ  และกระทบต่อการเงินการคลังของประเทศได้ โดยอยากให้ข้อมูลเพื่อให้รัฐบาลได้พิจารณา 9 เหตุผลดังนี้

1. สภาวะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดยังคงรุนแรงมีคนเจ็บคนตายเพิ่มขึ้นตลอดและการสั่งล็อกดาวน์ 29 จังหวัด ได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจไปทั้งประเทศ อีกทั้งยังไม่มีเป้าหมายว่าจะปลดล็อกดาวน์ได้เมื่อไหร่ หากยังไม่มีวัคซีนที่มีคุณภาพเข้ามาพอเพียง และยังไม่สามารถกระจายการฉีดจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโควิดและความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาลจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลาหลายปี

2. การล็อกดาวน์ยาวนานจะส่งผลต่อบริษัทห้างร้านต่างๆ ให้ขาดทุนและปิดกิจการ ส่งผลทำให้เกิดหนี้เสียในภาคธนาคารจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินที่มีหนี้เสียมาก หากลดการคุ้มครอง คนอาจจะแห่ถอนเงินได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงิน

3. หนี้ภาคครัวเรือนพุ่งขึ้นสูงจะมีสัดส่วนถึง 93% ของจีดีพี โดยยังไม่มีทิศทางที่จะลดลงได้ หนี้ภาคครัวเรือนบางส่วนจะกลายเป็นหนี้เสียในภาคธนาคาร และ จะทำให้เกิดปัญหาความน่าเชื่อถือ

4. สภาวะการเงินการคลังของรัฐบาลเองก็ไม่มีความมั่นคง หนี้สาธารณะจะพุ่งเกิน 9 ล้านล้านบาท และจะทะลุเกินเพดาน  60% ของจีดีพีในไม่ช้านี้ และที่สำคัญยังไม่มีแนวทางการหาเงินเข้าประเทศเพื่อใช้หนี้หรือลดสัดส่วนหนี้ได้แต่อย่างใด แนวโน้มหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

5. ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศว่า ใกล้หมดกระสุนที่จะประคองเศรษฐกิจแล้ว ยิ่งจะทำลายความมั่นใจของผู้ฝากเงิน

6. ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศอีกต่อไป ตามบทวิเคราะห์ของสถาบันการเงิน ดังนั้น นักลงทุนต่างประเทศไม่มาลงทุนในไทย อีกทั้งนักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็ขายหุ้นสุทธิในตลาดมาตลอด ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง และสื่อใหญ่ นิเคอิ เอเชีย จัด ประเทศไทยเป็นอยู่อันดับท้ายสุดที่ 120 ที่จะฟื้นตัวจากวิกฤติไวรัสโควิด

7. ค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงอย่างมาก อ่อนค่าที่สุดในภูมิภาค จากสถานะทางการเงินการคลังของไทย และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด

8. ดุลบัญชีทางบริการของไทยติดลบจากการท่องเที่ยวของไทยที่หดหายจากการระบาดของไวรัสโควิด และล่าสุดคดีฆาตกรรมของนักท่องเที่ยวผู้หญิงชาวสวิตเซอร์แลนด์ ได้กลายเป็นข่าวสะเทือนขวัญไปทั้งโลก กระทบต่อภาพพจน์ชื่อเสียงของประเทศไทยอย่างมาก

9.ความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อตัวนายกรัฐมนตรีลดลงจนถึงขั้นติดลบ จะทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศ และสถาบันการเงินลดลง ประชาชนอาจจะถอนเงินและนำเงินไปฝากหรือไปลงทุนต่างประเทศกันมากยิ่งขึ้นไปอีก

นี่เป็น 9 เหตุผลหลักที่รัฐบาลควรจะพิจารณาเลื่อนการลดการคุ้มครองเงินฝากออกไปก่อนจนกว่าปัญหาการระบาดของโควิด-19 จะคลี่คลาย และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและเศรษฐกิจดีขึ้นจึงค่อยลดการคุ้มครอง เป็นการวางแผนป้องกันปัญหา ดีกว่ารอปัญหาเกิดก่อนแล้วค่อยแก้ไข ซึ่งจะไม่ทันการณ์ และจะเสียหายมาก จนสถานการณ์อาจจะเลวร้ายเกินแก้ไขได้ ในขณะที่คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยจะมองปัญหาล่วงหน้าและหาทางป้องกันปัญหาก่อนทุกครั้ง ถ้าจะนำประเทศผ่านวิกฤตินี้ นายกรัฐมนตรีต้องเตรียมการล่วงหน้าหากยังคงบริหารแบบเดิมๆ ก็อย่ายึดติดตำแหน่งเพื่อทำร้ายประเทศอีกเลย