มาตรการ "ขยายล็อกดาวน์" ในพื้นที่สีแดงเข้ม ตามข้อกำหนด ฉบับที่ 30 ให้บังคับใช้ไปจนถึง 31 ส.ค. แต่ "พญ.อภิสมัย" ผู้ช่วยโฆษกศบค. กลับ ระบุว่า เบื้องต้น บังคับใช้ 14 วัน ก่อนชี้แจงล่าสุดยึด 31 ส.ค.
ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ชุดใหญ่ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน เมื่อ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุมติดตามสถานการณ์ และมีมติขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม จากเดิม 13 เป็น 29 จังหวัด
พร้อมกับมีการออกข้อกําหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 30) ให้มีผลบังคับใช้ โดยสาระสำคัญของข้อกำหนดดังกล่าว ที่สังคมจับตามองคือมาตรการขยายล็อกดาวน์
โดยเนื้อหาของข้อ 2 ในข้อกำหนดดังกล่าว ระบุว่า การขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เพื่อการชะลอและลดแนวโน้มความรุนแรงของการระบาดที่จะเกิดขึ้นจากการประเมินสถานการณ์ของ ฝ่ายสาธารณสุข ซึ่งเห็นสมควรให้ดำเนินมาตรการเพื่อมุ่งจำกัดการเคลื่อนย้ายและการรวมกลุ่มของบุคคล ต่อเนื่องไป จึงกำหนดให้บรรดามาตรการ ข้อห้าม และข้อปฏิบัติสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนด (ฉบับที่ 28) ลงวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ได้แก่ การลดและ จำกัดการเคลื่อนย้ายเดินทาง การห้ามออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00 นาฬิกา ถึง04.00 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น การขนส่งสาธารณะ การปฏิบัติงานของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนและมาตรการควบคุมบูรณาการเร่งด่วนสำหรับสถานที่ กิจการ หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยง รวมถึงบรรดามาตรการ หลักเกณฑ์ หรือแนวปฏิบัติที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบได้กำหนดขึ้นภายใต้ข้อกำหนดดังกล่าวเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อกำหนดนี้ ยังคงใช้บังคับต่อเนื่องออกไป สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดทุกจังหวัด จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564
ดังนั้น ในเรื่องช่วงเวลาขยายล็อกดาวน์ จึงน่าจะชัดเจนตามข้อกำหนดแล้ว แต่การแถลงผลการประชุมของพญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศบค. เมื่อ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา มีความพยายามอธิบายให้เข้าใจว่ามาตรการขยายล็อกดาวน์ จะเกิดขึ้นเพียง 14 วัน
"ในเบื้องต้นก็จะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันอังคารนี้ และมีระยะ 14 วัน ก็จะมีการประเมินทบทวนในวันที่ 18 สิงหาคม แต่คงต้องเน้นย้ำ ขอความร่วมมืออย่างสูงสุด เชื่อว่าหลายภาคส่วน คงจะต้องมีความรู้สึกลำบากติดขัด โดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการโรงงาน แคมป์คนงาน แต่ถ้าเราร่วมมือกันอย่างเข้มข้น ข้อกำหนดนี้ก็จะสามารถผ่อนคลายได้หลัง 14 วัน แต่ต้องเผื่อใจไว้ด้วย ถ้าสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วงก็อาจจะมี ความเป็นไปได้ที่จะยืดจนถึง 31 สิงหาคม"
ประเด็นดังกล่าวจึงสร้างความสับสนต่อสังคมอย่างยิ่ง เนื่องจากก่อนที่พญ.อภิสมัย จะแถลงมติที่ประชุมเมื่อ 1ส.ค. ที่ผ่านมา สื่อมวลชนหลายสำนักต่างได้รับคำยืนยันจากแหล่งระดับสูงหลายคน ที่ระบุตรงกันว่า การขยายล็อกดาวน์ถึง 31 ส.ค. ไม่ใช่แค่14วัน
อย่างไรก็ตาม การแถลงถึงสถานการณ์โควิดวันนี้ (2ส.ค.) พญ.อภิสมัย ได้ตอบข้อสงสัยของสื่อมวลชนอีกครั้ง ถึงการระยะเวลากานขยายล็อกดาวน์
"การประกาศให้ยึดตามตัวเลขที่ 31 สิงหาคม แต่เมื่อมีการออกข้อกำหนด ทีมศบค.จะมีการประชุมพิจารณาผลของการกำกับติดตามในระยะเวลา 2 สัปดาห์ก่อน นั่นก็คือ 18 สิงหาคม จะมีการพิจารณา หมายความว่า หากผลการกำกับติดตามมาตรการเป็นไปในทิศทางที่ดี ข้อกำหนดอาจจะสามารถผ่อนคลายได้ แต่กรณีที่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ยังค่อนข้างน่าเป็นห่วง ก็จะสามารถที่จะยืดได้ไปถึง31 สิงหาคมได้" พญ.อภิสมัย ระบุ
มาวันนี้ พญ.อภิสมัย ก็ยอมรับแล้วว่าให้ยึดตามข้อกำหนดไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค. ส่วนในวันที่18ส.ค.ทีมศบค. จะประเมินผลนั้น ก็เป็นไปตามวงรอบปกติ เหมือนที่เคยทำมา
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุมศบค. เมื่อวานนี้ (1ส.ค.) ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอขยายล็อกดาวน์เพียง 14 วัน ก็จริง แต่ในท้ายที่สุด ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นสมควรบังคับใช้มาตรการไปจนถึงสิ้นเดือนส.ค. และที่ประชุมก็เข้าใจตรงกันว่าล็อกดาวน์ ถึง 31 ส.ค.
ดังนั้น ประชาชนหรือมีส่วนผู้เกี่ยวข้องก็ยังคงต้องยึดตามข้อกำหนด ฉบับที่ 30 ซึ่งถือว่ามีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เรื่องมาตรการล็อกดาวน์ ที่จะขยายไปจนถึง 31 ส.ค.นี้ ซึ่งหากการแถลงสถานการณ์หรือมติที่ประชุมศบค. ยึดตามข้อกำหนดดังกล่าวตั้งแต่ต้น คงไม่เกิดความสับสนจนถูกมองว่าแถลงกลับไปกลับมาเช่นนี้
นอกจากนั้น ทางทำเนียบรัฐบาล ก็ได้มีการแจ้งสื่อมวลชน ให้งดการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ภายในทำเนียบฯ ต่อไปอีกจนถึง 31 ส.ค.นี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการควบคุมโรคของทางศบค.

