สถานการณ์โควิด-19 ขั้นวิกฤติ ภาครัฐไม่มีทางที่จะรับมือกับสถานการณ์การระบาดเพียงลำพังและหากรัฐยังปฏิเสธความร่วมมือของประชาชนและเอกชนเท่าไร ประเทศไทยยิ่งมีโอกาสก้าวพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้น้อยเท่านั้น
ภาพการแออัดยัดเยียดของประชาชนที่เดินทางไป "ฉีดวัคซีน" ป้องกัน "โควิด-19" ที่ "สถานีกลางบางซื่อ" กรุงเทพมหานคร ได้สร้างความกังวลให้กับผู้ที่เข้าใจหลักการควบคุมโรค ซึ่งจะต้องสร้างระยะห่างระหว่างบุคคลเพื่อลดการสัมผัส โดยที่ผ่านมามีการระบาดที่รุนแรงในพื้นที่ 13 จังหวัด ทำให้รัฐบาลประกาศ "ล็อกดาวน์" และปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างระยะห่าง เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารประเภทให้รับประทานที่ร้าน แต่ภาพที่เกิดขึ้นขัดแย้งกับการควบคุมการระบาดอย่างสิ้นเชิง
ช่วงที่ผ่านมา มีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจำนวนมากที่เสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือในการ "ฉีดวัคซีน" โดยอำนาจการตัดสินใจในการจัดสรรวัคซีนและการดำเนินการอยู่ที่ "ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19" (ศบค.) และกระทรวงสาธารณสุข แต่หน่วยงานที่เสนอตัวพร้อมมาช่วยเหลือเพื่อให้การกระจายการฉีดวัคซีนไปถึงวงกว้างและเร็วที่สุด เพราะการฉีดวัคซีนเป็นเงื่อนไขหลักในการก้าวข้ามวิกฤติครั้งนี้ ทุกฝ่ายจึงต้องการให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ให้เร็วที่สุด
หลายฝ่ายมีการประเมินกันว่าจะมีวัคซีนจำนวนมากทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือน มิ.ย.2564 เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้นภาคเอกชนจึงระดมทรัพยากรเพื่อเตรียมจุดฉีดวัคซีนในกรุงเทพมหานคร 25 แห่ง และจะทำเป็นต้นแบบสำหรับจุดฉีดวัคซีนในต่างจังหวัด โดยภาคเอกชนได้ร่วมลงทุนวางระบบคอมพิวเตอร์ ระบบการจองวัคซีน และการเตรียมสถานที่รองรับ ซึ่งแต่ละศูนย์ฉีดใช้งบประมาณไปไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท เป็นการระดมทรัพยากรที่ทุกฝ่ายพร้อมเข้ามาช่วยเหลือ
"การส่งมอบวัคซีน" ที่มีความล่าช้าและการจัดสรรวัคซีนที่ถูกตั้งคำถามอยู่เสมอถึงลำดับความสำคัญของผู้ได้รับวัคซีน ซึ่งทำให้การฉีดวัคซีนหลักในกรุงเทพมหานคร อยู่ที่สถานีกลางบางซื่อ จนเกิดภาพประชาชนแห่ไปฉีดอย่างล้นหลาม เมื่อเปิดให้เข้ามาฉีดวัคซีนแบบวอล์คอินได้ ในขณะที่ศูนย์ฉีดในกรุงเทพมหานครอีก 25 แห่ง ไม่ได้รับการจัดสรรวัคซีนมาฉีด จนทำให้ใช้งานศูนย์ฉีดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และกำลังพิจารณาที่จะยุบศูนย์ฉีด ซึ่งเป็นการยุบบนสถานการณ์การระบาดที่รุนแรง
ในสถานการณ์วิกฤติจำเป็นที่จะต้องระดมสรรพกำลังเพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงที่วิ่งเข้ามา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐไม่มีทางที่จะรับมือกับสถานการณ์การระบาดเพียงลำพังได้ ดังนั้นความร่วมมือในการรับมือวิกฤติในทุกประเด็นเป็นสิ่งสำคัญเหมือนที่ปัจจุบันหลายฝ่ายเข้ามาช่วยเหลือการดูแลผู้ป่วยที่ต้องพักรักษาตัวที่บ้าน โดยมีการเตรียมหมอ ยา และอาหารให้กับผู้ป่วย และหากภาครัฐยังปฏิเสธความร่วมมือของภาคประชาชนและเอกชนอยู่เนืองๆ ย่อมทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ยาก





