รัฐเปิดนโยบายแก้ปัญหา "หนี้" ประชาชน เพื่อลดภาระคนไทยในช่วงโควิด โดยเฉพาะกลุ่มหนี้ กยศ. ขีดเส้นการทำงาน 6 เดือน ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยม ทว่าอาจมีมิติทางการเมือง เป็นการทำคะแนนเสียงทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้าย
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้า "วาระแห่งชาติการฉีดวัคซีน" ปัจจุบันกระจายวัคซีนไปทั่วประเทศแล้วมากกว่า 7 ล้านโดส สามารถฉีดวัคซีนกว่า 6.5 ล้านโดส ช่วงระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ฉีดได้ 2.5 ล้านโดส
ส่วนกรณีที่มีการ "เลื่อนฉีดวัคซีน" ตามโรงพยาบาลต่างๆ จนทำให้เกิดความไม่สบายใจในหมู่คนไทย และอาจเข้าใจผิดว่าภาครัฐจัดสรรวัคซีนไม่พอ หรือไม่ได้ประสานงานกัน นายกรัฐมนตรีบอกว่ากำลังแก้ปัญหาไม่ให้เกิดซ้ำสอง
ท่ามกลางการบริหารจัดการวัคซีนที่มีปัญหาสะดุดเป็นระยะๆ วันเดียวกัน ครม.เดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์สั่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ปัญหา "หนี้" ขีดเส้น 6 เดือน เพื่อลดภาระคนไทยในช่วงที่ยังเผชิญหน้ากับโควิด เห็นว่าหากคนไทยมีหนี้สินจำนวนมาก และมีหนี้ตั้งแต่อายุน้อย กระทบต่อการดำเนินชีวิต
จึงให้ไปหาทางช่วยลดดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อย ดอกเบี้ยเงินกู้ครูและข้าราชการ ให้ความเป็นธรรมเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทบทวนเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และสินเชื่อจำนำทะเบียน
การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ครม.มอบหมายให้นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ไปดำเนินการ มีการตั้งคณะทำงานย่อยแก้ไขปัญหาหนี้ประเภทต่างๆ ก่อนเสนอแนวทางมาให้ ครม.ออกเป็นมาตรการต่างๆ
หากดูข้อความระหว่างบรรทัดสำหรับนโยบายแก้ปัญหาหนี้ประชาชนภายใน 6 เดือน นอกจากระยะเวลาอันสั้น จะพบว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผู้นำประเทศมีความร้อนใจกลุ่มหนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทั้งสิ้น 3.6 ล้านคน ซึ่งมีผู้ค้ำประกัน 2.8 ล้านคน
สำหรับหนี้ส่วนอื่น ได้แก่ หนี้ครูและข้าราชการ 2.8 ล้านบัญชี หนี้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 27.7 ล้านบัญชี หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 49.9 ล้านบัญชี และหนี้สินอื่นๆ อีก 51.2 ล้านบัญชี
เราเห็นด้วยกับการขีดเส้น 6 เดือน ในการแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม เรื่องหนี้สำคัญที่สุด การที่ผู้นำระบุว่าการมีหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย อาจกระทบการดำเนินชีวิต มีผลต่อศักยภาพประเทศในอนาคต เป็นวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยม แต่หากพิจารณาไทม์มิ่งที่ออกมา ไม่อาจหลีกเลี่ยงเชื่อมโยงกับวาระครบเทอมของรัฐบาล ซึ่งเหลืออีก 1 ปี 9 เดือน ทว่าพล.อ.ประยุทธ์ประกาศแล้วว่าเหลือแค่ปีกว่า
นโยบายแก้หนี้ในระยะ 6 เดือน จึงมีมิติทางการเมือง มากกว่าแค่สัญญาณยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เป็นการทำคะแนนเสียงทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นอายุขัย
ยิ่งย้อนกลับไป ครม.ครั้งที่แล้ว 8 มิ.ย.64 ครม.มีมติจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ปริญญาตรี 10,000 อัตรา วงเงิน 2,254 ล้านบาท ค่าตอบแทน 18,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้างงาน 1 ปี ช่วยเหลือเยียวยาช่วงโควิด ทว่ามติดังกล่าวไม่เพียงสร้างคะแนนนิยม ยังช่วยเปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามมาเป็นพวก ดังนั้นใครก็ตามที่ได้ผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล ทั้ง ครม.ครั้งที่แล้วและครั้งล่าสุด เห็นทีต้องไปขอบคุณ แกนนำสามนิ้ว





