วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“เลขาฯศาลยุติธรรม” ขอร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนสินบนโตโยต้าที่อเมริกา

เลขาธิการศาลยุติธรรม เเจงไทม์ไลน์คดีภาษีโตโยต้า เร่งประสานหาข้อมูล ข้อเท็จจริงทุกมิติ เตรียมประสานขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนที่อเมริกา

       นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เเถลงยืนยันต่อการทำหน้าที่ของศาลยุติธรรมหลังจากมีการนำเสนอข่าวพาดพิงว่ามีข้าราชการและอดีตข้าราชการตุลาการ เกี่ยวข้องกับการรับสินบนคดีภาษีของ บริษัท ในเครือโตโยต้าในประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า สำนักงานศาลยุติธรรมไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ตามคำสั่งของนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา แล้วเมื่อ31 พฤษภาคม โดยคณะกรรมการประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นฎีกาและชั้นอุทธรณ์ซึ่งมีผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการฯ และมีผู้พิพากษาชั้นศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์เป็นกรรมการ ซึ่งการตรวจสอบนั้นจะรวมถึงข้าราชการตุลาการที่ถูกกล่าวหาและตั้งข้อสงสัย หากการสอบสวนข้อเท็จจริงมีบุคคลอื่นร่วมกระทำด้วย  คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้ สำหรับการตรวจสอบจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือน

 

          นายพงษ์เดช แถลงด้วยว่าสำหรับคดีนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลโดย ตนทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อทำหน้าที่ติตามหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับคดี ล่าสุดตนส่งหนังสือขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ได้แก่ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท โตโยต้าอเมริกา กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงส่งอีเมล์ติดต่อไปยังนักข่าวที่เขียนรายงานข่าวอันเป็นต้นทางของเรื่องดังกล่าว นอกจากนั้นจะขอเข้าร่วมสังเกตการณ์การไต่สวนของคณะลูกขุนในรัฐเท็กซัสสหรัฐอเมริกาด้วย เบื้องต้นทราบว่าขณะนี้อยู่ในชั้นของการไต่สวนข้อเท็จจริง ยังไม่ใช่การฟ้องคดีต่อศาลที่สหรัฐอเมริกา ส่วนจะฟ้องร้องการนำเสนอข่าวที่ทำให้สำนักงานเสียหายหรือไม่ต้องพิจารณาอีกครั้ง

 

          นายพงษ์เดช   ยังแถลงรายละเอียดของกรณีที่เกิดขึ้นแบบละเอียดด้วยว่า คดีที่มีการอ้างถึงเป็นคดีที่ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐที่จัดเก็บภาษีเป็นจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษามีคำขอให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของหน่วยงานที่จัดเก็บภาษีฟ้องคดีแรกวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้แยกฟ้องโจทก์จึงยื่นฟ้องคดีเข้ามาใหม่อีก 9 คดีในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 และวันที่ 10 มิถุนายน 2559 มีการสืบพยานต่อสู้คดีกันเป็นระยะเวลาปีเศษ ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำพิพากษาทุกคดีในวันที่ 29 กันยายน 2560 พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นผลให้โจทก์ไม่มีความรับผิดทางภาษีอากร

       โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวด้วยว่า ต่อมาจำเลยได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับคดีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 และต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวันที่ 10 มิถุนายน 2562 เป็นผลให้โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของหน่วยงานรัฐโจทก์จึงยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาโดยศาลภาษีอากรกลางได้อ่านคำสั่งคดีขออนุญาตฎีกาไปเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างศาลภาษีอากรกลางดำเนินการให้ฝ่ายจำเลยยื่นคำแก้ฎีกา ซึ่งจำเลยขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 หากยื่นคำแก้ฎีกาแล้วศาลภาษีอากรกลางจะรวบรวมสำนวนส่งคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาต่อไป

       "ดังนั้นในคดีนี้ศาลฎีกาจึงยังไม่ได้พิจารณาพิพากษาคดีเพียงพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกาเท่านั้นซึ่งการอนุญาตให้ฎีกาเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง   มาตรา 249 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ที่กำหนดให้ศาลฎีกาพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาเมื่อเห็นว่าปัญหาตามฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยเมื่อคดีนี้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ขัดแย้งกันในสาระสำคัญทั้งเกี่ยวพันกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทยและยังเป็นกรณีที่ไม่มีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกามาก่อนศาลฎีกาจึงมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาได้โดยพิจารณาเพียงว่าปัญหาที่ ยื่นฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาสมควรอนุญาตให้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาหรือไม่ โดยไม่พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี  เพราะคดีนี้เป็นคดีภาษีอากรซึ่งเป็นคดีชำนัญพิเศษในการพิจารณาพิพากษาจะมีผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีอากรตลอดทั้งสายตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนกระทั่งถึงศาลฎีกา"โฆษกศาลยุติธรรม กล่าว

         นายพงษ์เดช กล่าวด้วยว่าโดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีการวางระบบการทำงานในรูปแบบการประชุมคดีที่เข้มข้นขององค์คณะนับตั้งแต่เริ่มเปิดทำการเป็นต้นมาโดยองค์คณะจะร่วมกันพิจารณาคดีมีผู้ช่วยผู้พิพากษาทำหน้าที่เลขานุการคณะในการทำเอกสารสรุปข้อเท็จจริงประเด็นข้อพิพาทในคดีและข้อกฎหมายเมื่อประชุมแล้วท่านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนก็จะยกร่างคำพิพากษาตามมติการประชุมแล้วจึงส่งร่างคำพิพากษานั้นให้ผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือผู้ช่วยเล็กหลังจากผู้ช่วยเล็กตรวจสำนวนแล้วจะเสนอร่างคำพิพากษาดังกล่าวต่อผู้พิพากษาประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือเรียกว่าผู้ช่วยใหญ่เพื่อตรวจร่างคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่งเมื่อตรวจแล้วจะเสนอร่างคำพิพากษาดังกล่าวต่อรองประธานเมื่อเห็นว่าเป็นคดีสำคัญจึงส่งให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือประธานศาลฎีกาแล้วแต่กรณีพิจารณาหากเห็นว่ามีปัญหาข้อกฎหมายสำคัญก็จะสั่งให้นำปัญหานั้นเข้าสู่การพิจารณาโดยที่ประชุมใหญ่ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาทุกท่านในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีประมาณ 70 คนส่วนศาลฎีกามี 176 คน เมื่อร่างคำพิพากษาผ่านที่ประชุมแล้วจึงจัดทำคำพิพากษาเพื่อส่งให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังต่อไป

         "ในส่วนของการพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกานั้นแม้จะเป็นเพียงชั้นขออนุญาตฎีกาก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็กำหนดจำนวนองค์คณะไว้อย่างน้อย 4 คนโดยหนึ่งในนั้นต้องเป็นรองประธานศาลฎีกาด้วยสำหรับคดีภาษีอากรนั้นคำร้องขออนุญาตฎีกาก็จะถูกพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่อยู่ในแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกาเป็นองค์คณะภายหลังจากองค์คณะพิจารณาแล้วในคดีนี้ได้นำเข้าประชุมแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกาเพื่อให้ผู้พิพากษาในแผนกทุกคนได้ร่วมกันพิจารณาและลงมติก่อนจะที่จะมีการส่งมาให้ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา ซึ่งการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมนั้นโปร่งใด และตรวจทานความถูกต้องทุกขั้นตอน ยากที่จะแทรกแซง" นายพงษ์เดช กล่าว

         ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อมูลเท่าที่มีตอนนี้น่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ว่ามีผู้พิพากษาเข้าไปเกี่ยว นายพงษ์เดช กล่าวว่า มีเท่าข้อมูลตามที่สื่อเสนอ  แต่ตนมีข้อสังเกต ว่า การไต่สวนคดีที่อเมริกายังไม่เสร็จสิ้น หรือมีการฟ้องร้องคดีแล้ว ไม่แน่ใจว่า ชื่อที่ปรากฏออกมาออกมานั้นออกมาในขั้นตอนไหน ส่วนเรื่องจะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือประสานหน่วยงานอื่น เช่น ป.ป.ช. หรือไม่ต้องพิจารณาอีกครั้ง 

          "สำหรับคดีภาษีโตโยโต้ ในประเทศไทย ก็ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ศาลจะไม่หยุดพิจารณา ตอนนี้อยู่ระหว่างคู่ความขอขยายเวลายื่นคำแก้ฎีกา หลังจากยื่นแก้ฎีกาแล้วคดีจะเข้าสู่การพิจารณาของแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา ส่วนจะต้องมีการนำคดีเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ" นายพงษ์ เดช กล่าว.