หาก “ประยุทธ์” ประเมินว่า “พรรคร่วมรัฐบาล” อาจเล่นแร่แปรธาตุ ใช้การผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ต่อรองทางการเมือง โดยเฉพาะโครงการรัฐสำคัญๆ ที่หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ ก็มีโอกาสที่จะชิงจังหวะ “ยุบสภา” เสียก่อน
การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ระลอกสาม เป็นบทพิสูจน์การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม โดยมีสถานะของ “รัฐบาล” เป็นเดิมพัน
หาก “ประยุทธ์-รัฐบาล” สามารถแก้ปัญหาวัคซีน ระบบสาธารณสุขที่ยังติดขัดอยู่ อาทิ จำนวนเตียงที่จะรองรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ การรับตัวผู้ติดเชื้อรายใหม่มารักษายังโรงพยาบาล-โรงพยาบาลสนาม และการลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ลดลงได้ ยังพอมีโอกาสที่จะดึงคะแนนนิยมไม่ให้ลดน้อยลงไปมากนัก
แต่หาก “ประยุทธ์-รัฐบาล” ไม่สามารถแก้ปัญหาข้างต้นได้ จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มีเพิ่มมากขึ้น คะแนนนิยมย่อมดิ่งลงลึก และมีโอกาสไม่น้อยที่ “พรรคร่วมรัฐบาล” จะทบทวนท่าทีการอยู่ร่วมรัฐบาลกับ “ประยุทธ์” เพราะหากต้องดึง "ประยุทธ์” ออกจากปากเหว มีโอกาสตกเหวลงไปด้วยกัน
อย่าลืมว่า “ประยุทธ์” มีสัญญาณพิเศษสนับสนุนนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่บรรดา “นักการเมือง” ไม่มีสัญญาณพิเศษ-ไม่มีตั๋ว สิ่งเดียวที่จะเดินบนถนนการเมืองได้คือ เสียงสนับสนุนจาก “ประชาชน” เมื่อ “เรือเหล็ก” ติดสันดอน ไปต่อไปไม่ได้ ก็คงขอกระโดดลงจากเรือ
ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จึงมีข่าวปล่อย-ข่าวลวง-ข่าวจริง เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของ “เครือข่ายประยุทธ์-พรรคร่วมรัฐบาล-พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ตระเตรียมรับมือหาก “ประยุทธ์” ต้องจำใจประกาศ “ยุบสภา”
กระแสหนึ่งประเมินว่า ไทม์มิ่งยุบสภาที่เหมาะสมที่สุดคือ ภายหลังการผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ซึ่งต้องผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณในช่วงเดือน ก.ย. 2564 หลังจากนั้นอาจมีการอนุมัติโครงการ หรือดำเนินการใช้งบประมาณให้เร็วที่สุด เพื่อกระจายงบประมาณลงพื้นที่ฐานเสียง
โดยคาดการณ์กันว่า หากจะยุบสภาหลังผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2565 เวลาที่เหมาะสมของ “ประยุทธ์” น่าจะอยู่ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2564 ซึ่งหากยุบสภาในช่วงเวลาดังกล่าว ยังรอดพ้นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของ “พรรคฝ่ายค้าน” ที่จะมีช่วงเวลาเปิดศึกซักฟอกในช่วงเปิดประชุมสภาประมาณเดือน ม.ค. 2565
หลังจากนั้น ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ประกาศยุบสภา วันเลือกตั้งใหม่จึงน่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือน ก.พ.-ต้นเดือน มี.ค. 2565
ส่วนอีกกระแสประเมินกันว่า “ประยุทธ์” อาจจะประกาศยุบสภาก่อนผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 เนื่องจากเห็นว่าการพิจารณา
พ.ร.บ.ประมาณปี 2565 มี “พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค” คอยจ้องเดินเกมป่วนไม่ให้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ผ่านการพิจารณาแบบสะดวกโยธิน
ที่สำคัญหาก พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งถือเป็นกฎหมายการเงินไม่ผ่านการพิจารณาของ “รัฐสภา” จะส่งผลให้ “ประยุทธ์-รัฐบาล” ต้องรับผิดชอบ โดยมีสองทางเลือก 1.ลาออก 2.ยุบสภา
หาก “ประยุทธ์” ประเมินว่า “พรรคร่วมรัฐบาล” อาจเล่นแร่แปรธาตุ ใช้การผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ต่อรองทางการเมือง โดยเฉพาะโครงการรัฐสำคัญๆ ที่หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ ก็มีโอกาสที่จะชิงจังหวะ “ยุบสภา” เสียก่อน
หากเลือกยุบสภาก่อนผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ก็มีโอกาสที่ “ประยุทธ์” จะเลือกจังหวะช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. จากนั้นจะจัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน ซึ่งน่าจะอยู่ระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค.
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2565 หาก “ประยุทธ์” ชิงยุบสภาก่อนผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ก็สามารถใช้สูตรเบิกจ่ายงบประมาณปี 2565 มาใช้ไปพลางก่อนได้ อย่างที่เคยใช้วิธีนี้มาแล้วในช่วงการจัดทำงบประมาณปี 2562 ที่ต้องล่าช้าออกไป
สำหรับ “เงื่อนปม” ที่จะทำให้ “ประยุทธ์” ต้องยุบสภา ย่อมไม่พ้นความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล
ปมแรกเงื่อนขัดแย้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ล่าสุดมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่าง “ประยุทธ์” กับ “อนุทิน ชาญวีรกุล” รองนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข เกี่ยวกับการบริหารสถานการณ์โควิด
ภายหลังที่ “อนุทิน” โดยกระแสโจมตีอย่างหนักว่า ไม่สามารถรับมือการแพร่ระบาดโควิดระลอก 3 ได้ จนมี “กลุ่มหมอไม่ทน” ออกมาล่าชื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง โดยมีประชาชนร่วมลงชื่อมากกว่า 2 แสนรายชื่อแล้ว ทำให้ “อนุทิน” ต้องออกมาแก้เกมโยนความรับผิดชอบให้ “ประยุทธ์” โดยอ้างว่าทำตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีสั่งการ
แถมยังมีสายตรงบุรีรัมย์ อย่าง “ศุภชัย ใจสมุทร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ออกมาซัด “ประยุทธ์” ว่า ถนัดใช้อำนาจพิเศษ รวบอำนาจการบริหารไว้คนเดียว ผ่านกลไก ศบค. ตามที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ให้อำนาจไว้ ซึ่งยี่ห้อ “ศุภชัย” รู้กันว่าหากไม่มีคำสั่งสายตรงมาจาก “ผู้ยิ่งใหญ่บุรีรัมย์” ไม่มีทางที่เจ้าตัวจะกล้าออกมาเปิดฉากถล่ม “ประยุทธ์” อย่างเด็ดขาด เพราะรู้ตัวดีว่าการเปิดศึกกับผู้นำรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อพรรคในฐานะที่ร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน
ปมที่สอง กรณีที่ “ประยุทธ์” ออกคำสั่งแบ่งงานรัฐมนตรีดูแลงานโซนจังหวัด ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกอาการไม่พอใจ เนื่องจาก “ประยุทธ์” เปลี่ยนตัวให้ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ ไปดูพื้นที่สงขลา นครศรีธรรมราช และภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงของ ปชป.มาก่อน แม้จะถูกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เจาะไปบ้างก็ตาม
เรื่องนี้ทำให้ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรี รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคปชป. ได้มอบหมายให้ “จุติ ไกรฤกษ์” รมว.การพัฒนาสังคมฯ “นิพนธ์ บุญญามณี” รมช.มหาดไทย ไปแจ้งกับ “ประยุทธ์” และ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ว่า “คำสั่งนี้เป็นการเอาเปรียบทางการเมือง”
พรรคปชป.ออกอาการไม่พอใจอย่างมาก ที่ “ประยุทธ์” ชิงจังหวะทางการเมือง ส่ง “ร.อ.ธรรมนัส” ลงไปคุมพื้นที่ฐานเสียง เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรค ปชป.หมายมั่นที่จะดึงภาคใต้กลับคืนมาให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ต้องรักษาเก้าอี้ ส.ส.เดิมเอาไว้ ไม่เสียให้พรรค พปชร.
เรื่องนี้ “จุรินทร์” ต้องเจอกับแรงกดดันจาก “ลูกพรรค ปชป.” อย่างแน่นอน เพราะหากยอมให้พรรค พปชร.รุกคืบเข้าไปยึดพื้นที่ฐานเสียงได้อีก การเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคปชป.อาจลดขนาด และมูลค่าทางการเมืองลงไปอีก
2 ปมขัดแย้งที่ “ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์” งัดกับ “ประยุทธ์” และพลังประชารัฐ กำลัังกลายเป็นแผลร้าวลึก ที่กระทบต่อสถานะพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนจะเดินเข้าสู่จุดแตกหักหรือไม่ อยู่ที่ว่า “แกนนำ-กุนซือ” จะหันหน้ามาร่วมกันหาทางออก-หาจุดร่วมได้หรือไม่
สถานการณ์ ณ วันนี้ ท่าที “ประยุทธ์” ก็ไม่ได้ให้ราคานักการเมือง เมื่อปรากฏว่าฟิวส์ขาดกลางที่ประชุม ครม.วันที่ 27 เม.ย. ด้วยการเอ่ยปากว่า “มีรัฐมนตรีบางคนพูดจาไม่ดีและนินทาผมในที่ประชุมบางวง ให้ระวังตัวไว้ด้วย ผมเป็นคนตัดสินใจเลือกเข้ามาทำงาน จะชอบหรือไม่ชอบผม อย่านินทาให้ผมได้ยิน ถ้าผมได้ยินอีกผมจำเป็นต้องปรับออก จะริบโควตานั้นมาเป็นของผมเอง ระวังตัวไว้ด้วยแล้วกัน ผมไม่เคยทำให้ท่านเสียหาย ผมมีทีมงานคอยดูเฟซบุ๊คทุกท่าน ผมไม่วางใจและไม่สบายใจ ใครก็ตามที่สร้างความขัดแย้ง เกลียดชัง ทุจริต ถ้ามีปัญหาผมจะพิจารณาเอาออก ผมจะไม่ให้โควตาพรรค จะดึงมาเป็นโควตาผม”
หากย้อนดูประวัติศาสตร์ทางการเมืองแล้ว การขู่ริบโควตารัฐมนตรีกลางที่ประชุม ครม.แทบจะไม่เคยเกิดขึ้น เพราะต่างคน-ต่างพรรค ต่างก็ให้เกียรติทางการเมือง หากจะริบโควตารัฐมนตรีกันจริง จะดีลกันนอกวงประชุมมากกว่า
แต่สำหรับ “ประยุทธ์” ที่ไม่ใช่นักการเมืองแท้ๆ โดยสายเลือด เติบโตมาจาก “นายทหาร” การสั่งการจะใช้รูปแบบ “นาย” สั่ง “ลูกน้อง” ทำ แม้จะสลัดคราบทหารมาอยู่ในคราบนักการเมือง หลังเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 แต่ “ประยุทธ์” ก็ยังคงเป็นคนเดิม
จากนี้ต้องรอติดตามตอนต่อไปด้วยความระทึกว่า เงื่อนปมขัดแย้งระหว่าง 3 พรรคร่วมรัฐบาลจะเคลียร์กันได้หรือไม่ อย่างไร และหากไปต่อกันไม่ได้ “ประยุทธ์” จะเลือกสูตรใดในการเซ็ทซีโร่การเมือง





