ครม.เห็นชอบ "งบรายจ่ายปี 65" ทั้งสิ้น 3.1 ล้านล้านบาท กระทรวงศึกษาฯได้มากสุด ด้านหน่วยงานของรัฐได้งบประมาณน้อยที่สุด ขณะที่ในมิติของยุทธศาตร์ พบว่าด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ตั้งไว้มากที่สุด 7.33 แสนล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 มี.ค.2564) นายสมหมาย ลักขณานุรักษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานงบประมาณ ชี้แจงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ว่า วันนี้ (16 มี.ค.2564) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2565 พร้อมทั้งในเรื่องของแนวทางการปรับปรุง และมาตรการในการแก้ไข กรณีงบประมาณรายจ่ายลงทุน มีจำนวนน้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
โดยในสาระสำคัญ มีหลายเรื่อง เช่น 1.หน่วยรับงบประมาณทั้งหมดได้ส่งคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ผ่านความเห็นจากคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ให้พิจารณาในวงเงินทั้งสิ้น 5,274,444.3 ล้านบาท
2.มาดูคำขอแล้ว ในวงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ในวงเงินทั้งสิ้น 3.1 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2564 จำนวน 185,962.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 5.66% ซึ่งประกอบด้วยงบประมาณ โครงสร้างดังต่อไปนี้
1) รายจ่ายประจำ ซึ่งกำหนดไว้ 2,360,543 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2564 จำนวน 177,109.3 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 6.98% และเทียบเป็นสัดส่วน 76.15% ของวงเงินงบประมาณ เทียบกับสัดส่วน 77.23% ของปีงบประมาณ 2564
2) รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 596.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ถึง 100% เนื่องจากปี 2564 ไม่มีรายการที่เสนอตั้งงบประมาณไว้ หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.02% ของวงเงินงบประมาณ
3) รายจ่ายเพื่อชดใช้ทุนสำรองจ่าย จำนวน 24,978.6 ล้านบาท ตั้งเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่ายที่ได้นำไปใช้จ่ายตามมาตรา 45 ของ พรบ วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 เพิ่มขึ้นจากปีงบฯ 2564 คือ 100%
4) รายจ่ายลงทุน ปี 2565 ตั้งไว้ 624,399.9 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2564 จำนวน 24,910.3 ล้านบาท หรือลดลง 3.84%
5) รายจ่ายเพื่อรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ตั้งไว้ 100,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 จำนวน 1,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 1.01% ซึ่งในปีนี้เป็นรายจ่ายลงทุนอีกประมาณ 10,518 ล้านบาท
ทั้งนี้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 หากจำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ซึ่งมีการกำหนดไว้ 6 ยุทธศาสตร์ กับ 1 รายการ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคง ตั้งไว้ 387,852.3 ล้านบาท คิดเป็น 12.51%
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ตั้งไว้ 338,547.6 ล้านบาท คิดเป็น 10.92%
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ตั้งไว้ 548,185.7 ล้านบาท คิดเป็น 17.68%
ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ตั้งไว้ 733,749.6 ล้านบาท คิดเป็น 23.67%
ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งไว้ 119,600.3 ล้านบาท คิดเป็น 3.86%
ยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ ตั้งไว้ 559,357.8 ล้านบาท คิดเป็น 18.05%
และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ ตั้งไว้ 412,706.7 ล้านบาท คิดเป็น 17.31%
ในเมื่อเสนองบประมาณปี 2565 แล้ว ก็มีแนวทางที่จะปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติแล้ว จะมีรายละเอียดดังนี้
1.ในการปรับปรุงรายละเอียด ขอให้ปรับปรุงภายในกรอบวงเงินของแต่ละกระทรวงหรือหน่วยรับงบประมาณที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว
2.งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรสำหรับรายการที่ได้รับไปแล้ว ที่ ครม ได้เห็นชอบแล้ว ไม่ควรเปลี่ยนแปลงไปจัดสรรให้รายการอื่น
3.ต้องการรักษาสัดส่วนรายจ่ายลงทุน ซึ่งไม่ควรเปลี่ยนแปลงรายจ่ายลงทุนไปเพิ่มในรายจ่ายประจำ และไม่ควรเปลี่ยนแปลงงบประมาณในแผนบูรณาการกับแผนยุทะศาสตร์ที่เราให้ความสำคัญ ไปเพิ่มในแผนพื้นฐาน
4.การปรับปรุงงบประมาณ ไม่ควรเพิ่มรายการใหม่ที่มีภาระผูกพัน
ทั้งนี้ให้หน่วยรับงบประมาณปรับปรุงรายละเอียดตามแนวทางของการปรับปรุงรายจ่ายงบประมาณต่อ ครม. นายกฯ รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อให้ความเห็นชอบและส่งผลการพิจารณาข้อเสนอปรับปรุงให้สำนักงานงบประมาณ ภายในวันที่ 18 มีนาคม 2564 และให้สำนักงบประมาณพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 และนำเสนอ ครม.พิจารณาในวันอังคารที่ 23 มีนาคม 2564 ต่อไป
อีกหนึ่งประเด็นคือ มาตรการในการแก้ไขกรณีที่งบประมาณรายจ่ายลงทุนมีจำนวนน้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งตรงนี้จากการที่พิจารณางบลงทุนไปได้ประมาณ 20% ซึ่งตามเงื่อนไขทำได้หนึ่งข้อ แต่มีอีกข้อที่ระบุว่าในการจัดทำรายจ่ายลงทุน จะต้องไม่น้อยกว่าเงินที่กู้มา
- 5 กระทรวงที่ได้รับวงเงินมากที่สุด
1) กระทรวงศึกษาธิการ
2) กระทรวงมหาดไทย
3) กระทรวงการคลัง
4) กระทรวงกลาโหม
5) ทุนหมุนเวียน
- 5 กระทรวงที่ได้รับวงเงินน้อยที่สุด
1) หน่วยงานของรัฐ
2) กระทรวงพลังงาน
3) กระทรวงอุตสาหกรรม
4) กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
5) กระทรวงพาณิชย์
แต่ถ้าดูในมิติวงเงินเพิ่มสูงสุด คือ กระทรวงการคลัง เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้น และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เช่น อุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นต้น ขณะที่กระทรวงที่วงเงินลดลงมากที่สุด คือ งบกลาง ซึ่งในงบกลางมีประมาณ 10 กว่ารายการ งบกลางที่สำคัญ ได้แก่ งบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น งบกลางปี 2564 อยู่ที่ 9.9 หมื่นล้านบาท ปี 2565 ตั้งไว้ 8.9 หมื่นล้านบาท
ขณะที่งบประมาณการรายได้ เสนอ ครม.ไปแล้วเมื่อ 5 มกราคม 2564 ซึ่งได้เห็นชอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3.1 ล้านล้านบาท มาจากยอดการขาดดุล 7 แสนล้าน และเป็นประมาณการรายได้ 2.4 ล้านล้านบาท





