แถลงการณ์ "แอมเนสตี้" เรียกร้องทางการไทยเร่งปล่อยตัวแกนนำ-ผู้ชุมนุม จี้ยึดหลักสิทธิมนุษยชน
วันที่ 6 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอ็มเมอร์ลีน จิล รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์แอมเนสตี้ เรียกร้องไทยปล่อยตัวผู้วิจารณ์อย่างสงบและลดความตึงเครียดท่ามกลางการชุมนุมอย่างต่อเนื่องรอบใหม่ มีเนื้อหาระบุว่า เกือบหนึ่งปีหลังประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ชุมนุมหลายร้อยคนรวมทั้งเยาวชน 13 คน ถูกดำเนินคดีอาญา ในขณะที่แกนนำผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดียังถูกควบคุมตัวต่อไป ประชาชน 61 คน ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ คาดว่าจะมีการชุมนุมครั้งใหญ่ในวันนี้
ในขณะที่การชุมนุมในประเทศไทยเริ่มเข้มข้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทางการต้องลดแนวทางตอบโต้ที่รุนแรงอย่างเร่งด่วน และยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมโดย ผู้ชุมนุมโดยสงบหลายร้อยคนรวมทั้งเยาวชน ถูกดำเนินคดีอาญา และหลายคนถูกควบคุมตัวมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ และคาดว่าจะมีการชุมนุมครั้งใหญ่อีกครั้งในวันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2564
การกลับมาชุมนุมใหญ่เริ่มขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ส่งผลให้ทางการใช้กำลังจนเกินขอบเขตเพื่อตอบโต้ รวมทั้งการใช้อาวุธที่เสี่ยงน้อยกว่าที่จะทำให้เสียชีวิต อย่างเช่น กระสุนยาง ไม้กระบอง แก๊สน้ำตา และการฉีดน้ำแรงดันสูงที่เจือด้วยสารเคมีสร้างความระคายเคือง
เอ็มเมอร์ลีน กล่าวว่า การใช้วิธีข่มขู่อย่างต่อเนื่องและบ่อยครั้งของทางการไทย เป็นการโจมตีอย่างชัดเจนต่อสิทธิของประชาชนในการแสดงความเห็นและการชุมนุมอย่างสงบ เกือบหนึ่งปีหลังจากรัฐบาลไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรับมือกับการชุมนุมอย่างสงบที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ทำให้เกิดสภาพที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง กล่าวคือมีบุคคล 383 คนที่ถูกดำเนินคดีอาญาแบบจงใจใส่ความ รวมทั้งเยาวชน 13 คน เพียงเพราะการชุมนุมและแสดงความเห็น
"ทางการไทยใช้เวลาทั้งปีที่ผ่านมากับปฏิบัติการอย่างเป็นระบบแบบใหม่ เพื่อปราบปรามประชาชนที่เพียงต้องการแสดงความเห็นของตนอย่างสงบ เรายังคงกระตุ้นทางการให้ทบทวนแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ และให้หาทางคลี่คลายสถานการณ์ตามแนวทางที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง”
“เป็นเรื่องน่าตกใจที่ทางการปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ประกันตัวผู้ชุมนุมอย่างสงบที่เป็นแกนนำ พวกเขาถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 หลังจากถูกดำเนินคดีในหลายข้อหาเพียงเพราะแสดงความเห็นของตน ทางการต้องยกเลิกข้อหาที่มีแรงจูงใจทางการเมืองกับผู้ชุมนุมอย่างสงบโดยทันที รวมทั้งผู้ชุมนุมที่เป็นเยาวชน ต้องมีการปล่อยตัวผู้ชุมนุมอย่างสงบและแกนนำที่ยังถูกควบคุมตัวทุกคน ให้สอบสวนกรณีที่มีการใช้กำลังอย่างไม่จำเป็นและ เกินขอบเขต บ่อยครั้ง และประกันว่าจะมีการควบคุมดูแลการชุมนุมเหล่านี้ สอดคล้องตามมาตรฐานระหว่างประเทศ” เอ็มเมอร์ลีน จิล กล่าว
อ่านต่อแถลงการณ์ฉบับเต็มได้ที่ https://www.amnesty.or.th/latest/news/891/





