วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"เตะถ่วง"แก้รัฐธรรมนูญ รอบ 3 เปิด“ศึกใน-ศึกนอก”

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามไทม์ไลน์ที่กำหนด 24-25 กุมภาพันธ์ จะเข้าพิจารณาวาระสอง มีแววว่าจะสะดุด เพราะญัตติขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องอำนาจแก้ไข ที่จะพิจารณาวันที่ 9 กุมภาฯ นี้ ที่ล่าสุดมีสัญญาณสนับสนุนมาจากรัฐบาล

      "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ที่กรรมาธิการฯ เร่งพิจารณา และนัดหมายส่งให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาก่อนปิดสมัยประชุมสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีแววว่าจะ “สะดุด” ทั้งที่ก่อนหน้าเป็นเรื่องที่ไม่ใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ 

      หลังจากผ่านด่านสกัดในขั้นตอนของการตั้ง กรรมาธิการพิจารณาเนื้อหาก่อนรับหลักการ มาได้แล้ว ทางที่ต้องเป็นคือ มุ่งหน้าตามกระบวนการ

      คือ รัฐสภารับหลักการแห่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2563 จากนั้น เป็นขั้นตอนพิจารณา ชั้นกรรมาธิการ แปรญัตติขอแก้ไข ปรับแก้เนื้อหา กำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้เพื่อนำเข้ารัฐสภา ให้พิจารณาวาระสองแบบรายมาตรา ในวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 2564 

      เมื่อพิจารณาเสร็จต้องเว้นระยะ 15 วัน ก่อนให้รัฐสภาลงมติชี้ขาดว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงกลางเดือนมีนาคม 2564


      สำหรับด่านสกัดที่ว่าคือ “ญัตติที่ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยในอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภา ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เสนอโดย “ไพบูลย์ นิติตะวัน" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และ "สมชาย แสวงการ" ส.ว. พร้อมคณะรวม 74 คน ที่รัฐสภาต้องพิจารณาในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้

      สำหรับแนวโน้มของการลงมติที่ใช้เสียงข้างมากของที่ประชุมรัฐสภา หรืออย่างน้อย 376 เสียง หากสมาชิกรัฐสภามากันครบ 750 คน ฝั่งที่เสนอญัตตินั้นมั่นใจว่า “ผ่านฉลุย”

      ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ยังไม่มั่นใจ เพราะต้องรอฟังสัญญาณจาก “รัฐบาล”


      สำหรับเหตุผลที่พวกเขามั่นใจ เพราะมีคำรับรองจาก “กฤษฎีกา” ฐานะหน่วยงานกฎหมาย ภายใต้กำกับของ “รัฐบาล” ส่งบันทึกความเห็นหลังนำรายงานผลการศึกษาของกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ พีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กมธ. ไปพิจารณา ตามที่ รองนายกรัฐมนตรี "วิษณุ เครืองาม” มอบหมาย


      ในบทสรุปของบันทึกความเห็นที่ว่านั้น ย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ต้องคำถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่วางแนวทางไว้ คือ คำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 ที่ และคำวินิจฉัยที่ 15-18/2556 พร้อมมีเตือนว่าหากแก้ไขไม่ตรงแนว

      “อาจถูกยกประเด็นเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่”



      บทสรุปที่ว่านั้น ล้วนไปตรงกับความกังวลของ “ส.ว.” ส่วนใหญ่ ที่กลัวมีคดีติดตัวตอนแก่ เพราะในแง่ของการแก้รัฐธรรมนูญ มอบอำนาจสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ไปรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะทำได้หรือไม่?


      ความกลัวที่ว่านั้น “ไพบูลย์” ฐานะผู้นำยื่นญัติ ขยายความว่า ส.ว. ไม่สบายใจ หากไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ อาจใช้เอกสิทธิ์งดออกเสียงวาระสาม ที่ทำให้ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มี ส.ส.ร.” ตกไปได้ เพราะลงคะแนนให้ไม่ถึง 1 ใน 3

      กระบวนการภายใต้ความกังวลนั้น แน่นอนว่า ย่อมถูกแปลความว่า “เตะถ่วงการแก้รัฐธรรมนูญ” โดยคนของรัฐบาลเอง


      เหมือนกรณีที่เคยเกิดมาแล้ว ยุคที่พรรคร่วมฝ่ายค้านขอให้ “รัฐบาล” เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญตามคำประกาศในนโยบายรัฐบาล แต่ถูกเตะถ่วงด้วยการตั้ง กมธ.พิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขฯ ที่มี “พีระพันธ์ุ” เป็นประธาน ซึ่งใช้เวลาหลายเดือน ก่อนสรุปที่ไม่มีข้อสรุปว่าจะให้เป็นแบบไหน  

      รวมถึงกรณีตั้ง “กมธ.ศึกษาก่อนรับหลักการวาระแรก” ที่ผลพิจารณาทำให้ร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนถูกตีตก ทั้งที่สาระและหลักการคล้ายคลึงกับร่างของ ส.ส.รัฐบาล และ ส.ส.ฝ่ายค้าน

      และล่าสุด กรณีญัตติที่ว่า หากมติข้างมาก ว่าส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะเรียกว่าเป็นการเตะถ่วงอีกครั้ง

      ซึ่งรอบนี้ อาจสร้างผลเสียหายมากกว่ารอบที่ผ่านมา เพราะอาจกลายเป็นศึกนอก และศึกในที่จะกลายเป็นชนวนรอยร้าวพรรคร่วมรัฐบาล อย่าง “ประชาธิปัตย์”ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกลายเป็นประเด็นที่ทำให้“รัฐบาล”ถูกขย่มจากม็อบนอกสภาฯ.