background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'เลือกตั้ง อบจ.' 2563 ตรวจแถวผู้สมัคร ‘นายก อบจ.' ศึกวัยเกษียณ!?

'เลือกตั้ง อบจ.' 2563 ตรวจแถวผู้สมัคร ‘นายก อบจ.' ศึกวัยเกษียณ!?

อุ่นเครื่องศึก "เลือกตั้งท้องถิ่น" ปี 2563 เปิดสถิติ "ผู้สมัคร อบจ." พบผู้สมัครหน้าเดิม เคยเป็นอบจ.มาแล้ว 15% แถมกว่าครึ่ง ยังมีอายุเกิน 50 ปี!!

ประเทศไทยห่างเหินไปจากการ 6 ปี เลือกตั้งท้องถิ่น หรือเลือกตั้ง นายก อบจ. และถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนในที่สุดก็เพิ่งได้เลิกเคาะวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 20 ธันวาคม 2563

แต่ก่อนที่จะไปถึงวันเลือกตั้ง "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ทำการรวบรวมสถิติข้อมูลพื้นฐานของผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ. ที่ได้ทั้งจากเว็บไซต์องค์การบริหารส่วนจังหวัดต่างๆ และโทรสอบถามในหลายจังหวัดที่ไม่ปรากฏข้อมูลบนเว็บไซต์

ตามไปดูกันว่า ศึก "เลือกตั้งท้องถิ่น" ครั้งนี้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง!

  • ผู้สมัครกว่าครึ่ง อายุเกิน 50 ปี

ถึงแม้ว่า ตามกฎหมายมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น .. 2562 และพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด .. 2540 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 5 .. 2562 (กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง อบจ.) ได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น .อบจ. โดยข้อหนึ่งระบุไว้ว่า "ผู้สมัครจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง" แต่กลับกลายเป็นว่าในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นรอบนี้ "อายุเฉลี่ย" ของผู้สมัคร นายก อบจ. กลับสูงถึง 55 ปี!!

โดยจากการรวบรวมของ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เราพบว่า จากจำนวนผู้สมัคร "นายก อบจ." ทั้งสิ้น 331 คน หากแยกตามช่วงอายุ พบว่า

- ช่วงอายุ 51-60 ปี มีมากที่สุด คือ 115 คน คิดเป็น 34.75%
- ช่วงอายุ 61 ขึ้นไป ตามมาเป็นอันดับสอง คือ 105 คน คิดเป็น 31.72%
- ช่วงอายุ 41-50 ปี มีมากเป็นอันดับสาม ที่จำนวน 81 คน คิดเป็น 24.47%
- ช่วงอายุ 35-40 ปี มีน้อยที่สุด คือ มีเพียง 30 คน คิดเป็น 9%

โดยผู้อายุผู้สมัครน้อยที่สุดคือ 35 ปี มีเพียง 4 คน และผู้สมัครที่อายุมากที่สุดในครั้งนี้คือ 81 ปี 1 คน คือ นายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครนายก อบจ. ของจังหวัดปราจีนบุรี และเคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีต รมช.สาธารณสุข มาแล้วในอดีต

เมื่อลองเฉลี่ยอายุออกมาแล้วก็จะพบว่า อายุเฉลี่ยของผู้สมัครในครั้งนี้อยู่ที่ 55 ปี เห็นสถิตินี้ก็อาจจะเรียกได้ว่า ศึกการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ คือศึกของวัย(เตรียม)เกษียณที่แท้!

  • หน้าเก่า-ใหม่

นอกจากเรื่องอายุที่ค่อนไปทาง สูงวัย แล้ว เมื่อเราค้นข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็น "หน้าเก่า-หน้าใหม่" เพื่อดูว่า ในจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 331 คนนี้ มีประวัติการทำงานการเมือง โดยเฉพาะเคยดำรงตำแหน่ง นายก อบจ. มาแล้วมากแค่ไหน

ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น 2563 ครั้งนี้ เราพบว่า ในครั้งนี้มีผู้สมัครที่เคยเป็น นายก อบจ. มาแล้วทั้งสิ้น 52 คน คิดเป็น 15.71% และผู้สมัครที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งนายก อบจ. มาก่อนมีถึง 279 คน คิดเป็น 84.29%

160673955389

  • สัดส่วน "เพศ" ของผู้สมัครผู้นำท้องถิ่น

ในเรื่องของ "เพศ"​ ถ้าดูจากสถิติการของเลือกตั้งใน สนามใหญ่ ไม่ได้ทำบาร์ไว้สูงอย่างที่หลายคนคาดหวัง เช่นกันกับการลงสมัครของเหล่าว่าที่ผู้นำท้องถิ่น เพราะจากการรวบรวมข้อมูลพบว่า มีผู้สมัครที่เป็นผู้ชายกว่า 285 คน คิดเป็น 86.10% ในขณะที่ผู้หญิงเพียง 46 คน คิดเป็น 13.90% เท่านั้น

        

  • "ขอนแก่น" ผู้สมัครมากสุด / อุทัยธานี-เพชรบุรี-กระบี่ ผู้สมัครหน้าเดิม

มาถึงการสำรวจจำนวนผู้สมัครนายก อบจ. ที่จะบ่งบอกเราได้ว่าจังหวัดนั้นมีการแข่งขันสูงกันมากน้อยเท่าไหร่ จากการสำรวจการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้เราพบว่า จังหวัดที่มีผู้สมัครมากที่สุดคือ "ขอนแก่น" โดยมีผู้สมัครถึง 10 คน

ส่วน จังหวัดที่มีผู้สมัครลงแข่งขันน้อยที่สุดต้องยกให้ อุทัยธานี เพชรบุรี และกระบี่ เพราะมีผู้สมัครลงเพียง 1 คนเท่านั้น นอกจากนี้ผู้สมัครทั้งสามยังดำรงตำแหน่งนายก อบจ. คนปัจจุบันอีกด้วย

   

  • จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีผู้สมัครเพียงคนเดียว

ก่อนจะจบสถิติสนุกๆ เรียกน้ำย่อยสนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้น.. กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ขอทิ้งท้ายด้วย กติกาการเลือกตั้งที่หลายคนอาจจะมีคำถามในใจ ในกรณีที่จังหวัดนั้นๆ มีผู้สมัคร นายก อบจ. เพียงคนเดียว เช่น 3 จังหวัดที่กล่าวข้างต้น จะถือว่า "นอนมา" ได้เป็น นายก อบจ. แน่ๆ เลยหรือไม่ 

คำตอบก็คือ ไม่ใช่ เพราะตามพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 111 กำหนดเอาไว้ว่า

ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ. ได้หรือไม่นั้น นอกจากจะต้องได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดแล้ว ยังจะต้องผ่านหลักเกณฑ์สำคัญ คือ การได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด หรือ Vote No

ซึ่งในกรณีที่จังหวัดนั้นๆ มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน คือ "ผู้สมัครเพียงหนึ่งเดียว" จะได้รับเลือกตั้งก็ต่อเมื่อได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด หรือ Vote No อีกทั้งคะแนนที่ได้ก็จะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นอีกด้วย

โดยหากว่า ผู้สมัครหนึ่งเดียวที่มีอยู่นั้น ไม่สามารถเอาชนะคะแนน Vote No หรือได้คะแนนรวมไม่ถึงร้อยละ 10 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ได้ ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดจะประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดย "ผู้สมัครรายเดิม" ที่ได้รับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 10 และได้รับคะแนนน้อยกว่าคะแนนไม่เลือกผู้ใด จะไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่ขึ้นด้วย!