"บิ๊กตู่" เผย ไม่อยากให้ต่างประเทศ มอง "ไทย" มีปัญหา เชื่อมั่นไม่ได้ จนย้ายฐานการผลิต ลั่น ไม่ห่วงตำแหน่ง โอด มีอำนาจเหมือนไม่มีอำนาจ ยัน ไม่ได้ต้องการอยู่จน100ปี ติง สื่อ ระวังทำวุ่น รับ กลัวติดคุก บางคนไม่กลัวก็แล้วแต่ แนะ สานต่อ ประวัติศาสตร์ที่ดี
ที่แกรนด์ฮอลล์ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาและปาฐกถาในงานสัมมนา “ภาคธุรกิจไทยในวิถียั่งยืน”
โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า เราต้องรู้ว่าแต่ละปีมีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง วันนี้เรามีรถไฟฟ้ากี่สาย มีทางรถไฟทางคู่เพิ่มขึ้นมากี่กิโลเมตร เรามีท่าเรือ เรามีอีอีซี เรามีอะไรต่างๆ สิ่งเหล่านี้ใช้เวลาก่อสร้างและดำเนินการอย่างน้อย 5ปีข้างหน้ามันจะมีผลผลิตออกมาแน่นอน ต้องอดทนนะ เรื่องทั้งหมดก็จะจบหมด อย่างไรก็ตาม เราไม่เคยมีโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทยอีกเลยตั้งแต่โชติช่วงชัชวาล จะกินบุญเก่าอยู่อย่างนี้หรือ ก็ไม่ได้ ต้องหาอะไรใหม่ขึ้นมาทำ แต่ต้องระวังการทุจริตเท่านั้นเอง
นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ทำวันนี้ถ้าทำอย่างรอบคอบ โดยที่ยังไม่ต้องเรียกร้องอะไรซึ่งกันและกันมากจนเกินไป จนดูแลไม่ได้ มันจะเรียบร้อยทำได้
"ผมไม่อยากให้ต่างประเทศมองเราว่าเชื่อมั่นไม่ได้ เราต้องการให้คนย้ายฐานการผลิตมาอยู่ประเทศไทย แต่เราก็ยังมีปัญหาอยู่ทุกวัน เขาจะมาไหม คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง ผมไม่ห่วงเรื่องตัวผม เรื่องตำแหน่งอะไรทั้งสิ้น แต่ผมห่วงสถานะประเทศไทย มันจะอยู่ตรงไหน ถ้าเขาไม่มาย้ายไปที่อื่นหมด จะทำอย่างไร สิ่งที่เราให้กับเขา น้อยกว่าหลายประเทศที่เขาให้ ถ้าให้มากเกินไปกลายเป็นว่าเอื้อประโยชน์ ให้น้อยเกินไปเขาก็ไม่มา การปกครองมันก็ต่างกัน สังคมนิยมประชาธิปไตย กับประชาธิปไตย มันต่างกันตรงไหน ต้องเอามาคิดวิเคราะห์" นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การจะมองว่าทำไมประเทศนั้นเขาทำได้ ก็เพราะเขามีอำนาจ "ไอ้ผมนี่มีอำนาจ เหมือนไม่มีอำนาจ ผมไม่ต้องการอำนาจ ผมต้องการความเข้าใจ ต้องการความร่วมมือ ที่ผมพูดทุกวันเนี่ย หลายคนบอกผมพูดเยอะ ผมก็ต้องระบายให้ฟังว่ามันเกี่ยวข้องอะไรบ้าง สิ่งที่ผมต้องการพูดคือพูดตรงนี้ ผมไม่ต้องการพูดเพื่อให้ผมอยู่ไปจนโน้น อายุร้อยหรือไง หลายเรื่องเอามาพันจนมีปัญหาหมด ทุกเรื่องขอให้มีปัญหาเถอะ มันไม่ใช่ พูดให้ฟัง ไม่ใช่บ่นด้วยนะเนี่ย"
นายกฯ กล่าวว่า ช่วงนี้ตนไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เพราะมันยุ่งกันพออยู่แล้ว ผมพูดอะไรก็เป็นเรื่องหมด สื่อบางสื่อ ตนจะคอยดูว่าพาดหัวข่าวว่าอย่างไร สาระมีหรือไม่ ทำอะไรที่มีสาระเสียบ้างตนไม่ใช่ศัตรูของสื่อไหนทั้งสิ้น เปิดดูหนังสือพิมพ์ทุกหน้า ไปเปิดดูแล้วกัน ตนไม่ได้จำกัดความคิดของท่าน เขียนอะไรก็ระวังนิดนึงแล้วกัน ไม่ใช่ระวังตนนะ ระวังประเทศชาติจะวุ่นวายมีปัญหา
"ถ้ารัฐบาลเอาคำวิจารณ์แล้วแก้ตามตรงนี้หมดไม่ได้ มันอีรุงตุงนังทั้งหมด ทุกขั้นตอนมันมีหมดผมก็กลัวติดคุกเหมือนกัน ใครไม่กลัวบ้างล่ะ ไม่มีหรอก บางคนไม่กลัวก็มี ก็แล้วแต่ เพราะกฎหมายเป็นส่วนที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ในสังคม นั่นคือความเท่าเทียม เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายตัวเดียวกัน ไม่ว่าจะท่าน ไม่ว่าจะผม ไม่ว่าจะใคร คนยากดีมีจน กฎหมายตัวเดียวกันทั้งสิ้น ใครไม่ได้รับความเป็นธรรมไปฟ้องร้องคดี รื้อฟื้นคดีกันมา ช่องทางเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ถ้าคิดเอาเองมันก็เป็นอย่างนี้ หลายอย่างมันก็จริง หลายอย่างก็ไม่จริง ถ้ามันจริงก็แก้ไข ก็แก้ได้ทั้งหมด ให้ความเป็นธรรม ผมก็รื้อทุกอันมาให้ อย่ามองทุกอย่างเป็นปัญหาไปหมดปัญหามีไว้แก้ มีไว้ให้ฟันฝ่า เป็นบทเรียน ประวัติศาสตร์มีไว้เป็นบทเรียน ประวัติศาสตร์ดีเอามาสืบสานต่อ อะไรไม่ดีอย่าไปทำอีก ทำไมต่างประเทศพยายามไม่ทะเลาะกัน ไม่ใช้อาวุธ เพราะเขาเคยเผชิญหน้าสิ่งเหล่านี้มาแล้ว ในเรื่องสงครามโลก สงครามเหนือใต้ ตายเป็นล้านๆ คนเขาไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก นั่นคือสิ่งที่เขาคิด ไอ้ของเราไม่เคยเจอแบบนั้นไง ผมก็หวังว่าไม่มีอยู่แล้วล่ะ แต่เราจะรบกันด้วยความคิด รบกันด้วยโซเชียล ก็ระมัดระวังความคิดไปได้ไกลพอสมควร ต้องสอนให้เรียนรู้ว่าอะไรคืออะไร" นายกฯ กล่าว





