วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธนาธร' ย้ำ 'ประยุทธ์' ต้องลาออกเพื่อเปิดประตูสู่ทางออก

'ธนาธร' ย้ำ 'ประยุทธ์' ต้องลาออกเพื่อเปิดประตูสู่ทางออก เลิกใช้อำนาจคุกคามและยัดคดีให้ประชาชน

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวภายหลังเดินทางเข้ารับฟังข้อกล่าวหาตามหมายเรียกความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ที่สน.พญาไทว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับตน นายปิยบุตร แสงกนกกุล และน.ส.พรรณิการ์ วานิช เท่านั้น แต่ยังเกิดกับนิสิตนักศึกษา ประชาชนทั่วไปที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและอนาคตที่ดีกว่านี้ ตนอยากให้สื่อมวลชนและประชาชนร่วมกันตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ถ้าอยากจะหาทางออกให้กับประเทศ อย่างแรกที่หยุดและแสดงความจริงใจได้ ก็คือหยุดการยัดเยียดคดีความให้กับกลุ่มคนที่เห็นต่างทางการเมือง หยุดยัดเยียดคดีความให้กับกลุ่มคนที่เรียกร้องประชาธิปไตย ตราบใดที่ไม่หยุดเรื่องนี้ ตนมองไม่เห็นเลยว่าจะหาทางออกร่วมกันได้อย่างไร และมองไม่เห็นเลยว่ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะหาทางออก

“สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้อยู่ในสถานะที่ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าคุณประยุทธ์เป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการหาทางออก ตราบใดที่ยังมีคุณประยุทธ์อยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรี การหาทางออกให้กับประเทศไทยจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ผมขอฝากพี่น้องประชาชนติดตามการใช้อำนาจของฝ่ายรัฐบาล ว่ามีความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ เหตุและผลของคดีความ มีความสมเหตุสมผลกับผู้ที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยหรือไม่ ให้กำลังใจและยืนเคียงข้างนักศึกษาที่ออกมาต่อสู้ทวงคืนอนาคตที่ควรจะเป็นของสังคมไทยให้กับพวกเรา” นายธนาธร กล่าว

ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า อยากสื่อสารไปถึงคุณประยุทธ์ว่า อาวุธที่ท่านใช้มาตลอดต่อเนื่องเข้าปีที่ 7 แล้ว คือการยัดคดีความใส่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง การดำเนินคดีกับผู้ที่ชุมนุมประท้วง ผู้ที่เป็นแกนนำ ผู้ที่ขึ้นปราศรัย ไม่สามารถหยุดการประท้วงแต่กลับทำให้ลุกลามบานปลายได้ฉันใด การยัดคดีความใส่พรรคอนาคตใหม่ คณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลก็จะเกิดผลแบบเดียวกัน ไม่อาจทำให้หยุดการทำงานของเรา ในทางตรงกันข้าม ต้องขอบคุณการกระทำของคุณประยุทธ์ที่ยิงกระสุนด้านใส่เรา ซึ่งทำให้เราได้รับเสียงตอบรับ ได้รับแรงสนับสนุน ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้น และยิ่งมีคดีความใส่เราประชาชนก็ยิ่งจะเห็นว่า การต่อสู้กับอำนาจอิทธิพลเถื่อนในประเทศนี้ ซึ่งเราต่อสู้กับอิทธิพลเถื่อนระดับประเทศ และคณะก้าวหน้าก็ได้ส่งผู้สมัครนายก อบจ. ที่จะไปต่อสู้กับอิทธิพลเถื่อนในจังหวัด หรือที่เราเรียกว่าบ้านใหญ่ และเราจะยุติการเมืองแบบอำนาจนิยมที่อำนาจนั้นอยู่ในมือคนเพียงไม่กี่คน และจะทำให้อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่ นายปิยบุตร กล่าวว่า คดีนี้เป็นการร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยอ้างข้อเท็จจริงการกระทำของพวกเราหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะกรณีของตนนั้น ก็เป็นเรื่องของการเอาบทความ หนังสืองานวิชาการ ตั้งแต่สมัยที่ตนนั้นเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอาการบรรยายในห้องเรียนที่ตนถูกชกเชิญไปในวิชา TU 101 ไปจนถึงการโพสต์ในเฟซบุ๊กที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาวิกฤตการทางการเมือง การนำข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมทั้ง 3 ข้อ รวมไปถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เอาเข้ามาคุยกันในพื้นที่ปลอดภัย ในรูปแบบของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ซึ่งนำเอาเรื่องทั้งหมดมาเชื่อมโยงในการแจ้งข้อกล่าวหา ในส่วนของคุณธนาธร เป็นเรื่องของวารสารฟ้าเดียวกัน โดยที่คุณธนาธรไม่ได่เป็นกองบรรณาธิการอะไร เพียงแต่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว รวมไปจนถึงเรื่องงบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่นายธนาธรได้ชี้แจงและบรรยายว่ามีปัญหาและข้อท้วงติงอย่างไร ส่วนของน.ส.พรรณิการ์ ก็เป็นเช่นเดียวกัน ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าข้อกล่าวหาจากการไลฟ์เฟซบุ๊กในที่ชุมนุม